วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569

TTW บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน)

 

รายงานบทวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์และฐานะการเงิน บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน)


โครงสร้างการจัดการ สัดส่วนผู้ถือหุ้น และหลักบรรษัทภิบาลของกลุ่มบริษัท


บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) หรือ TTW ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2543 และจดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 โดยมี บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK เป็นผู้ก่อตั้งหลัก โครงสร้างผู้ถือหุ้นหลักของบริษัทสะท้อนถึงการผนึกกำลังกันของพันธมิตรเชิงกลยุทธ์รายใหญ่ในกลุ่ม ช.การช่าง ซึ่งช่วยเกื้อหนุนทั้งในด้านเทคนิควิศวกรรมและการสนับสนุนทางการเงินที่มั่นคง ปัจจุบันผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดคือ บริษัท มิตซุย วอเตอร์ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 25.98 ตามมาด้วยบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นร้อยละ 19.40 และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ถือหุ้นร้อยละ 18.47 ขณะที่สัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ล่าสุด ณ วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569 อยู่ที่ร้อยละ 36.11

ในด้านโครงสร้างการจัดการ คณะกรรมการบริษัทของ TTW ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลาย โดยมี ดร.ทนง พิทยะ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการอิสระ นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ และนางสาววลัยณัฐ ตรีวิศวเวทย์ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บอร์ดบริหารควบคุมการดำเนินงานผ่านคณะอนุกรรมการ 4 ชุดหลัก ได้แก่ คณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน (NRC) และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง บรรษัทภิบาล และความยั่งยืน คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนซึ่งมี นายยุทธนา ยิ้มการุณ เป็นประธาน ได้นำระบบ Board Skills Matrix และแนวคิดความหลากหลายของคณะกรรมการมาใช้ในการกำหนดคุณสมบัติของกรรมการ เพื่อให้สอดรับกับทิศทางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

จากการยึดมั่นในหลักบรรษัทภิบาลและการกำกับดูแลกิจการที่ดี ส่งผลให้กลุ่มบริษัทประสบความสำเร็จในการคว้ารางวัลระดับสากล โดยเฉพาะรางวัล ASEAN Asset Class PLCs จากโครงการ ASEAN CG Scorecard ประจำปี พ.ศ. 2567 อีกทั้งยังได้รับการประเมินการกำกับดูแลกิจการในระดับ "ดีเลิศ" (Excellent) หรือ 5 ดาว ต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายปี และยังได้รับคะแนนเต็ม 100 จากการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ

รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 10 อันดับแรก ของ TTWจำนวนหุ้นสามัญสัดส่วนการถือหุ้น (%)
1. บริษัท มิตซุย วอเตอร์ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด1,036,500,00025.98
2. บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)774,077,40019.40
3. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)736,900,00018.47
4. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด176,081,6004.41
5. นายปริญญา เธียรวร90,000,0002.26
6. South East Asia UK (Type C) Nominees Limited45,252,6001.13
7. นายไพศาล ชาติพิทักษ์30,000,0000.75
8. นายธนภัทร ชาติพิทักษ์30,000,0000.75
9. บริษัท อาคเนย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)29,160,3000.73
10. บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)25,796,3000.65
ผู้ถือหุ้นรวม 10 อันดับแรก2,973,768,20074.53

ห่วงโซ่เทคโนโลยีการผลิตน้ำและการบริหารจัดการเชิงระบบ


ระบบวิศวกรรมการผลิตน้ำประปาของ TTW และบริษัทย่อย ดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนนับแต่การคัดกรองน้ำดิบเพื่อความปลอดภัยทางสุขอนามัยของชุมชน โดยกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำดิบขั้นต้นเริ่มจากการปล่อยให้น้ำไหลผ่านทุ่นกันขยะเพื่อดักจับสิ่งปฏิกูลลอยน้ำ จากนั้นจึงไหลผ่านตะแกรงหยาบและตะแกรงละเอียดเพื่อดักกรองวัชพืชและเศษอินทรียวัตถุต่างๆ ก่อนนำเข้าสู่ขั้นตอนการเติมสารเคมีเพื่อเร่งกระบวนการตกตะกอน และควบคุมคุณภาพน้ำประปาให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรม มอก. 257 เล่ม 1-2521 ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงของระบบการประปาส่วนภูมิภาค ทั้งนี้เพื่อความเที่ยงตรงกลุ่มบริษัทได้นำระบบควบคุมระยะไกลอัตโนมัติหรือ SCADA เข้ามาควบคุมกระบวนการผลิตและจ่ายน้ำประปาแบบเรียลไทม์

โรงผลิตน้ำประปาบางเลน จังหวัดนครปฐม ถือเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ที่สุดของกลุ่มบริษัท ด้วยกำลังการผลิตสูงสุด 440,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งจ่ายน้ำไปยังอำเภอนครชัยศรี สามพราน พุทธมณฑล และส่งจ่ายข้ามปริมณฑลไปยังกระทุ่มแบนและอำเภอเมืองสมุทรสาคร เพื่อช่วยแก้ปัญหาน้ำใต้ดินพร่องตัวและแผ่นดินทรุดตัวอันเนื่องมาจากอุตสาหกรรม ที่ผ่านมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2564 TTW ได้ว่าจ้างบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) เข้ามาดำเนินโครงการปรับปรุงระบบผลิตและส่งจ่ายน้ำของโรงกรองน้ำบางเลน มูลค่าสัญญา 330.87 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 540 วัน เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือทางวิศวกรรมในการจัดจำหน่ายน้ำ

สำหรับโรงกรองน้ำกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร มีกำลังการผลิตเริ่มต้น 100,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และสามารถขยายกำลังการผลิตสูงสุดได้ถึง 400,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ความโดดเด่นของโรงกรองน้ำแห่งนี้คือการนำระบบเมมเบรนประเภท Ultra Filtration (UF) เข้ามาใช้ในลักษณะระบบไฮบริดเพื่อกรองจุลินทรีย์ ไวรัส และสิ่งเจือปนขนาดเล็กอย่างมีประสิทธิภาพ นอกเหนือจากนี้ บริษัทยังได้ก่อสร้างถังเก็บน้ำใสขนาด 30,000 ลูกบาศก์เมตร ณ สถานีมหาชัย เพื่อรับประกันความต่อเนื่องในการจ่ายน้ำประปาเชิงพาณิชย์

ในระดับบริษัทย่อย บริษัท ประปาปทุมธานี จำกัด (PTW) เป็นผู้ดูแลระบบกรองน้ำในพื้นที่ปทุมธานีและรังสิต โดยใช้น้ำดิบจากแม่น้ำเจ้าพระยา ในขณะที่บริษัท ไทยวอเตอร์ โอเปอเรชั่นส์ จำกัด (TWO) ทำหน้าที่หลักในธุรกิจรับจ้างบริหารและดำเนินงานระบบผลิตน้ำและบำบัดน้ำเสียให้แก่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการก้าวไปสู่ระบบการจัดหาโซลูชันน้ำแบบครบวงจรของกลุ่มบริษัท


การวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงเชิงสัมปทานและโอกาสทางการตลาด


ความท้าทายหลักของพอร์ตโฟลิโอธุรกิจของกลุ่มบริษัทในช่วงปี พ.ศ. 2566 คือการหมดอายุลงของสัญญาสิทธิการผลิตและจัดจำหน่ายน้ำประปาเดิมของ PTW กับ กปภ. ระยะเวลา 25 ปีในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2566 ซึ่งกำหนดให้ต้องโอนย้ายเครื่องจักรและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดให้แก่ภาครัฐตามรูปแบบสัญญา BOOT อย่างไรก็ดี กลุ่มบริษัทสามารถเจรจาทำสัญญาจ้างบริหารจัดการผลิตและบำรุงรักษา (O&M) ฉบับใหม่ร่วมกับ กปภ. ได้สำเร็จ โดยสัญญาดังกล่าวมีระยะเวลา 10 ปี (เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2576)

ภายใต้โครงสร้างสัญญาจ้างแบบใหม่นี้ ได้ส่งผลกระทบและสร้างโอกาสต่อสถานะทางการเงินของกลุ่มบริษัทในหลายแง่มุม รายได้หลักของ PTW จะมาจากการขายส่งน้ำในราคาที่ปรับลดลงร้อยละ 53 เหลือเพียง 6.50 บาทต่อลูกบาศก์เมตร จากอัตราเดิมที่เคยสูงถึง 13.76 บาทต่อลูกบาศก์เมตร อีกทั้ง PTW ยังมีภาระต้องจ่ายค่าเช่ารายเดือนให้แก่ กปภ. สำหรับการเช่าเครื่องจักรที่โอนย้ายกรรมสิทธิ์ไปแล้ว คิดเป็นวงเงิน 57.5 ล้านบาทต่อปี ตลอดระยะเวลา 10 ปี อย่างไรก็ดี การลดลงของยอดรายได้จะถูกชดเชยอย่างสำคัญด้วยต้นทุนขายที่ปรับตัวลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง เนื่องจากกลุ่มบริษัทจะไม่มีการบันทึกค่าตัดจำหน่ายและค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์เครื่องจักรในทางบัญชีที่เคยมียอดประมาณปีละ 400 - 500 ล้านบาท ต้นทุนการดำเนินงานผลิตน้ำของ PTW จึงลดลงจาก 6 - 7 บาทต่อลูกบาศก์เมตร เหลือราว 3.50 บาทต่อลูกบาศก์เมตรในปี พ.ศ. 2567 ส่งผลให้กำไรสุทธิของ PTW ลดลงจาก 500 ล้านบาท เหลือประมาณ 245 ล้านบาท ซึ่งสร้างผลกระทบต่อกำไรสุทธิรวมของ TTW เพียงร้อยละ 5 เท่านั้น แต่ช่วยการันตีกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอยาวนานอีก 10 ปี

สำหรับสัญญาหลักของบริษัทแม่ TTW ในเขตสมุทรสาครและนครปฐมเป็นสัญญาประเภท BOO ระยะเวลา 30 ปี ซึ่งมีอายุมั่นคงไปจนถึงวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2577 โดยมีความต้องการใช้น้ำที่มีทิศทางขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวของเมืองและประชากรในปริมณฑล ปัจจัยบวกเชิงพื้นที่ในระยะยาวประกอบด้วยโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงและสีเขียวส่วนต่อขยายที่วิ่งเชื่อมปริมณฑล ตลอดจนการย้ายและเตรียมเปิดให้บริการของสวนสัตว์ดุสิตแห่งใหม่บนพื้นที่กว่า 300 ไร่ ในเขตจังหวัดปทุมธานีภายในปี พ.ศ. 2569

กลุ่มบริษัทยังสามารถปรับราคาค่าน้ำขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อ โดยในไตรมาสที่ 2 พ.ศ. 2568 บริษัทได้รับการปรับราคาค่าน้ำส่งขึ้นร้อยละ 1.3 สำหรับพื้นที่บริการของ TTW และปรับขึ้นร้อยละ 0.8 สำหรับพื้นที่บริการของ PTW ส่งผลให้รายได้ในธุรกิจน้ำยังคงสามารถเอาชนะแรงกดดันจากสภาวะเงินเฟ้อของต้นทุนได้เป็นอย่างดี


แผนกลยุทธ์การจัดสรรเงินทุนและการขยายการลงทุนสู่ธุรกิจพลังงานสะอาด


เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับฐานรายได้นอกเหนือจากธุรกิจน้ำประปา กลุ่มบริษัทได้ใช้นโยบายจัดสรรเงินทุน (Capital Allocation) มุ่งเน้นไปสู่พลังงานสะอาดเพื่อสร้างกลไกการเติบโตแบบคู่ขนาน (Twin-Engine Growth) ผ่านการลงทุนถือหุ้นร้อยละ 24.98 ใน บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP ซึ่งช่วยสร้างส่วนแบ่งกำไรสุทธิที่เติบโตอย่างมั่นคงให้แก่ TTW มาโดยตลอด โดยในงวดไตรมาสที่ 2 พ.ศ. 2568 TTW ได้รับรู้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจาก CKP สูงถึง 152 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับเพียง 18 ล้านบาทในไตรมาสที่ 2 พ.ศ. 2567 ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี

นอกเหนือจากการลงทุนทางอ้อมผ่าน CKP แล้ว กลยุทธ์เชิงรุกที่สำคัญที่สุดของกลุ่มบริษัทคือการตัดสินใจขยายเข้าลงทุนทางตรงในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง (LPHPP) ใน สปป. ลาว ซึ่งดำเนินงานโดยบริษัท หลวงพระบางพาวเวอร์ จำกัด (LPCL) โดยในวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568 TTW ได้บรรลุข้อตกลงเข้าซื้อหุ้นสามัญในสัดส่วนร้อยละ 10 ของทุนจดทะเบียนรวม 41,868 ล้านบาท ของ LPCL โครงการนี้มีเป้าหมายระยะยาวที่จะก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2572 และสามารถเริ่มต้นเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเพื่อพาณิชย์ในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งจะเป็นหลักประกันรายได้ส่วนเพิ่มหลังการหมดอายุของสัญญาน้ำประปาฉบับใหญ่

ในการรองรับธุรกรรมการลงทุนขนาดใหญ่ดังกล่าว โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาระทางการเงินและสภาพคล่องภายใน TTW ได้ดำเนินการระดมทุนผ่านการออกและเสนอขายหุ้นกู้ใหม่จำนวน 3 ชุด มูลค่ารวมทั้งสิ้น 3,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยโครงสร้างหุ้นกู้ชุดนี้ออกแบบมาเพื่อลดต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ:

รายละเอียดหุ้นกู้ของ TTW เสนอขายในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568อายุตราสารอัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี (%)มูลค่าเสนอขาย (ล้านบาท)
หุ้นกู้ชุดที่ 1 (เสนอขายเพื่อการลงทุนระยะยาว)5 ปี2.301,500
หุ้นกู้ชุดที่ 2 (หุ้นกู้ประเภทพิเศษปลอดดอกเบี้ย)3 ปี0.00 (ปลอดดอกเบี้ย)500
หุ้นกู้ชุดที่ 3 (ตราสารหนี้ระยะปานกลาง)3 ปี2.001,000
รวมมูลค่าหุ้นกู้ทั้งสิ้น3,000

การใช้เครื่องมือทางการเงินที่มีโครงสร้างปลอดดอกเบี้ยในวงเงิน 500 ล้านบาท และการจัดหาหุ้นกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำเฉลี่ยเพียงประมาณร้อยละ 1.81 ต่อปี ช่วยรักษาฐานะความแข็งแกร่งทางการเงินของ TTW แม้ว่าประมาณการค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยในงบการเงินรวมของปี พ.ศ. 2568 ถึง พ.ศ. 2570 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 130 ล้านบาท 123 ล้านบาท และ 121 ล้านบาทตามลำดับ แต่รายจ่ายลงทุนดังกล่าวคาดว่าจะสร้างผลตอบแทนระยะยาวคุ้มค่าเมื่อโรงไฟฟ้าหลวงพระบางเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์


ดัชนีทางการเงินและการประเมินมูลค่าหุ้น


จากลักษณะการดำเนินธุรกิจที่มีกระแสเงินสดมั่นคงสูงและมีความผันผวนต่ำ นักวิเคราะห์ในตลาดทุนมักประเมินมูลค่าหุ้นของ TTW โดยอิงรูปแบบ Dividend Discount Model (DDM) เพื่อสะท้อนขีดความสามารถในการสร้างเงินสดและผลประโยชน์ที่จ่ายคืนให้ผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ แบบจำลองจะคำนวณจากมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินปันผลที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต รวมเข้ากับมูลค่าส่วนเพิ่มจากสัดส่วนการลงทุนถือหุ้นร้อยละ 25 ใน CKP และโครงการ LPCL โดยสมมติฐานหลักกำหนดอัตราคิดลด ($K_e$) อยู่ที่ประมาณร้อยละ 7.4 ถึง 8.0 และอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจน้ำ ($g$) ที่ร้อยละ 1.5

ผลการดำเนินงานจริงและตัวเลขที่สำคัญจากงบการเงินรวมของ TTW ได้แสดงข้อมูลฐานะทางการเงินและผลประกอบการที่ยืดหยุ่น ดังนี้:

ดัชนีงบการเงินที่สำคัญ (หน่วย: ล้านบาท)ปี พ.ศ. 2565ปี พ.ศ. 2566ปี พ.ศ. 2567ปี พ.ศ. 2568ไตรมาส 1/2569
สินทรัพย์รวม21,489.9220,277.3620,200.6423,493.1124,012.30
หนี้สินรวม6,739.664,995.504,489.786,796.376,687.24
ส่วนของผู้ถือหุ้น14,709.5115,239.5415,671.2216,656.7517,282.71
รายได้รวมจากการดำเนินงาน5,704.865,858.825,152.215,283.031,303.07
ต้นทุนขายและบริการ2,216.951,638.761,621.651,514.93409.54
กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่2,967.052,932.332,790.943,266.09672.94
กำไรต่อหุ้น (EPS - บาท)0.740.730.700.820.17
อัตราส่วนผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA - %)17.2917.6617.5318.5618.12
อัตราส่วนผลตอบแทนจากผู้ถือหุ้น (ROE - %)20.5619.5818.0620.2119.46
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E - เท่า)0.450.320.280.400.38

ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างรายได้และอัตรากำไรของกลุ่มบริษัทมีการขยับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในปี พ.ศ. 2568 โดยกำไรสุทธิขยับขึ้นสูงถึง 3,266.09 ล้านบาท และสร้างอัตรากำไรสุทธิ (NPM) สูงถึงร้อยละ 61.99 ซึ่งเกิดจากการประหยัดต้นทุนค่าเสื่อมราคาของ PTW และส่วนแบ่งกำไรจาก CKP ที่เป็นใจ อัตราหนี้สินต่อทุนเคลื่อนไหวอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.28 ถึง 0.45 เท่า ตลอดช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงเสถียรภาพทางการเงินในระดับปลอดภัยสูงสุด

ในส่วนของโครงสร้างส่วนเพิ่มทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ปัจจุบันหุ้น TTW ซื้อขายอยู่ในระดับราคาปิดประมาณ 9.35 - 9.40 บาทต่อหุ้น (จากกรอบราคา 52 สัปดาห์ที่ 8.50 - 9.50 บาท) อัตราส่วน P/E ซื้อขายเฉลี่ยคงตัวที่ 11.41 เท่า ขณะที่ P/BV อยู่ที่ 2.16 เท่า และมีมูลค่าหุ้นตามบัญชี (Book Value) ทะยานขึ้นสู่ 4.33 บาทต่อหุ้น ณ ไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 จุดเด่นสำคัญของหุ้นคือการคงความสม่ำเสมอของการจ่ายเงินปันผลที่อัตรา 0.60 บาทต่อหุ้นต่อปี (แบ่งจ่ายเป็นงวดครึ่งปีละ 0.30 บาท) ซึ่งคิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) สูงเฉลี่ยที่ร้อยละ 6.38 - 6.63 ทำหน้าที่เป็นแหล่งรายได้เงินปันผลที่ปลอดภัยให้แก่นักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง BEM ที่รับรู้เงินปันผลรวมจาก TTW และ CKP สม่ำเสมอ


การบริหารความยั่งยืนและการจัดการความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน


การดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคน้ำประปาเผชิญความเสี่ยงในมิติสภาพภูมิอากาศที่ค่อนข้างตึงเครียด โดยมีประเด็นเรื่องภัยแล้งและการรุกล้ำของคุณภาพน้ำจืดจากน้ำเค็มในลุ่มน้ำท่าจีนตอนล่าง ซึ่งความเค็มในแม่น้ำอาจเคยพุ่งสูงถึง 2.29 กรัมต่อลิตร ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานทั่วไปอย่างรุนแรง การจัดการความเสี่ยงนี้ต้องการการวิเคราะห์ติดตามคุณสมบัติทางเคมีของน้ำ อาทิ ค่าคลอไรด์ และความนำไฟฟ้าของน้ำดิบในแม่น้ำสายสำคัญทุกวัน ขณะเดียวกันกลุ่มบริษัทยังเผชิญความเสี่ยงความผันผวนของต้นทุนการดำเนินงาน โดยเฉพาะค่าพลังงานไฟฟ้าซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 17 - 18 ของต้นทุนการผลิตรวม และค่าสารเคมีบำบัดน้ำซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3 ของต้นทุนการดำเนินงาน ซึ่งอาจปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเวลาที่น้ำดิบมีคุณภาพแย่ลงหรือเกิดอุทกภัย นอกจากนี้ ความอ่อนไหวต่ออัตราการใช้กำลังการผลิตมีความสำคัญยิ่ง โดยหากอัตราการใช้กำลังการผลิตเปลี่ยนไปร้อยละ 1 จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อมูลค่าที่เหมาะสมของกิจการประมาณร้อยละ 1.6

แม้จะมีแรงกดดันภายนอก กลุ่มบริษัทได้แสดงบทบาทความเป็นเลิศในด้านการจัดการความยั่งยืนครบทุกมิติ โดยได้รับการยืนยันระดับความสำเร็จผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่สำคัญหลายรายการ:

ตัวชี้วัดประสิทธิภาพด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมของ TTWระดับความสำเร็จ / เป้าหมาย
ระดับคะแนนความยั่งยืน (SET ESG Rating)

ระดับ AAA (ระดับสูงสุด) สำหรับปี พ.ศ. 2568

รางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน

ได้รับรางวัลติดต่อกันเป็นปีที่ 7 (พ.ศ. 2568)

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยผลิต (Scope 1+2)

0.00025 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อลูกบาศก์เมตร

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยผลิต (Scope 1+2+3)

0.00029 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อลูกบาศก์เมตร

สัดส่วนขยะอันตรายในกระบวนการผลิต

ควบคุมให้อยู่ในสัดส่วนเพียง 0.00001 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

สัดส่วนการรั่วไหลของน้ำประปาในระบบผลิต

ควบคุมการสูญเสียในระบบเป็นร้อยละ 0.00

ข้อร้องเรียนสิ่งแวดล้อมและการดูแลสังคม

ไม่มีกรณีละเมิดและไม่มีข้อร้องเรียนค้างคาจากชุมชน

ความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญยังรวมถึงการได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และการได้รับคัดเลือกเป็นองค์กรผู้นำร่องด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก (CALO) ของประเทศ การจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนานวัตกรรมการจัดการความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้กับความสามารถในการผลิตน้ำประปาที่สะอาด ปลอดภัย และสร้างเสถียรภาพความไว้วางใจแก่ผู้ใช้น้ำในภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรมในจังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร และปทุมธานีให้ได้รับบริการที่มีคุณภาพสูงสุดอย่างมั่นคง


บทสรุปเชิงกลยุทธ์


ในภาพรวมเชิงวิเคราะห์ บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) ได้แสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพที่แข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจบริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประเทศ แม้จะเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของโครงสร้างสัมปทานน้ำปทุมธานี แต่ความสามารถของฝ่ายจัดการในการแปลงสัญญาสู่สัญญารูปแบบ O&M ระยะยาว 10 ปี ได้กลายเป็นการปิดความเสี่ยงด้านล่างทางธุรกิจและรับประกันความต่อเนื่องทางการเงินที่เป็นระบบ ยิ่งไปกว่านั้น ยุทธศาสตร์เชิงรุกในการเข้าลงทุนในตราสารพลังงานสะอาดและโครงการไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง ตลอดจนขีดความสามารถในการใช้โครงสร้างระดมทุนที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยต่ำ ได้ช่วยหนุนแนวโน้มการสร้างมูลค่าส่วนเพิ่มให้แก่สินทรัพย์ของกลุ่มบริษัทในระยะยาวได้อย่างมั่นคง หุ้น TTW จึงคงสถานะเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มนักลงทุนที่มุ่งเน้นผลตอบแทนในรูปเงินปันผลที่สม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับเป้าหมายการพัฒนาและการเติบโตอย่างยั่งยืน