วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569

KTB ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

 

รายงานการวิเคราะห์เชิงลึก ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB): ทัศนวิสัยเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างกฎหมายใหม่ และนวัตกรรมการเงินดิจิทัลสู่ทศวรรษหน้า


โครงสร้างองค์กรและประเด็นการเปลี่ยนผ่านสถานะทางกฎหมาย


ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบของประเทศไทย (Domestic Systemically Important Bank: D-SIB) ทว่าโครงสร้างกฎหมายและสถานะความเป็นรัฐวิสาหกิจของธนาคารได้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในรอบหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระเบียบปฏิบัติ ฐานะทางกฎหมาย และขอบเขตการเข้าถึงข้อมูลของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


การสิ้นสุดสถานะรัฐวิสาหกิจและผลกระทบเชิงปฏิบัติการ


ความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในช่วงปลายปี พ.ศ. 2563 วินิจฉัยว่า ธนาคารกรุงไทยไม่มีลักษณะเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 การพิจารณาดังกล่าวตั้งอยู่บนเงื่อนไขทางข้อกฎหมายที่ว่า กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารในสัดส่วนร้อยละ 55.04 นั้น แม้จะเป็นหน่วยงานจัดตั้งขึ้นภายใต้ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อพยุงเสถียรภาพระบบการเงิน แต่ไม่มีฐานะเป็นองค์การมหาชนหรือหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของตามนิยามงบประมาณใหม่ ส่งผลให้ธนาคารกรุงไทยและบริษัทย่อยพ้นสภาพความเป็นรัฐวิสาหกิจโดยปริยาย

การพ้นสภาพดังกล่าวส่งผลดีในการเพิ่มความคล่องตัวเชิงพาณิชย์และการปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการภายในให้มีความยืดหยุ่นทัดเทียมสถาบันการเงินภาคเอกชน ตัวอย่างเช่น คณะกรรมการ ผู้บริหารระดับสูง และพนักงานของธนาคาร ไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 อีกต่อไป รวมถึงสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจของธนาคารต้องสิ้นสภาพลงตามกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้เข้ามาชี้แจงแนวทางปฏิบัติเพื่อรักษาความต่อเนื่องเชิงนโยบาย โดยระบุว่าแม้ธนาคารกรุงไทยจะไม่ใช่รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายงบประมาณอีกต่อไป แต่ในทางปฏิบัติและโครงสร้างผู้ถือหุ้นนโยบายยังคงถือว่ากรุงไทยเป็น "ธนาคารพาณิชย์ของรัฐ" ส่งผลให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ สามารถเปิดบัญชีเงินฝากและใช้บริการทางการเงินกับธนาคารกรุงไทยได้ต่อไปโดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายการเงินการคลัง

การปรับเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังบริษัทย่อยในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เช่น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาจาก บลจ. มหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2542 และได้รับการเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 100 ล้านบาท เป็น 200 ล้านบาท โดยในอดีต KTAM เคยเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจเนื่องจากธนาคารกรุงไทยถือหุ้นร้อยละ 99.99 การสิ้นสุดสถานะรัฐวิสาหกิจของธนาคารแม่จึงย่อมส่งผลกระทบต่อโครงสร้างสถานภาพของบริษัทย่อยเหล่านั้นในการยื่นประมูลงานและบริหารจัดการกองทุนของสถาบันและองค์กรภาครัฐขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน


การสิ้นสุดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลทะเบียนราษฎร


หนึ่งในประเด็นทางกฎหมายที่สร้างข้อจำกัดเชิงปฏิบัติการของธนาคารมากที่สุด คือ บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 1231/2566 เรื่อง สถานะความเป็นหน่วยงานของรัฐของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 กรมการปกครองได้หารือข้อกฎหมายว่าธนาคารกรุงไทยยังคงสามารถเข้าถึงข้อมูลทะเบียนราษฎรของประชาชนเพื่อวัตถุประสงค์ในการตรวจสอบตัวตนได้หรือไม่

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดว่า ธนาคารกรุงไทยไม่มีสถานภาพเป็น "หน่วยงานของรัฐ" ตามกฎหมายดังกล่าว ส่งผลให้ธนาคารหมดสิทธิ์ในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรโดยตรงหลังจากที่เคยใช้งานมายาวนานกว่า 15 ปี เนื่องจากสิทธิดังกล่าวขัดต่อกรอบการรักษาความเป็นส่วนตัวและสิทธิส่วนบุคคลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 ซึ่งอนุญาตให้มีการแบ่งปันข้อมูลและนำไปใช้ประโยชน์ได้เฉพาะกรณีที่มีกฎหมายให้อำนาจไว้แก่หน่วยงานของรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะเท่านั้น ความท้าทายนี้บีบบังคับให้ธนาคารต้องปรับตัวด้วยการยกระดับเทคโนโลยีการยืนยันตัวตนแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) ผ่านระบบตรวจสอบของเอกชนและการประสานข้อมูลเชิงลึกผ่านแพลตฟอร์มพันธมิตรเพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายดังกล่าว


โครงสร้างการถือหุ้นของธนาคารกรุงไทย


โครงสร้างการกระจายหุ้นและรายละเอียดการถือหุ้นของธนาคารสะท้อนให้เห็นว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ยังคงเป็นหน่วยงานในการกำกับดูแลของภาครัฐเพื่อรักษาอำนาจในการควบคุมเชิงนโยบาย ในขณะเดียวกันก็มีการกระจายหุ้นในสัดส่วนที่เอื้อต่อการลงทุนแบบสถาบันต่างชาติและผู้ถือหุ้นรายย่อยทั่วไป ดังรายละเอียดในตารางผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ณ วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569:

ลำดับที่รายนามผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคารกรุงไทย (KTB)จำนวนหุ้นที่ถือครอง (หุ้น)สัดส่วนการถือหุ้น (ร้อยละ)
1กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน7,696,248,96355.04
2บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (Thai NVDR)1,139,937,5728.15
3กองทุนรวม วายุภักษ์หนึ่ง447,461,8053.20
4STATE STREET EUROPE LIMITED247,772,2581.77
5SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED244,131,4101.75
6BBHISL NOMINEES LIMITED209,736,8001.50
7CITIBANK NOMINEES SINGAPORE PTE. LTD.178,750,0001.28
8ธนาคารออมสิน110,182,3220.79
9NORTRUST NOMINEES LIMITED-NTC-CLIENTS ACCOUNT109,401,6580.78
10THE BANK OF NEW YORK MELLON98,694,5000.71
-กลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยอื่น ๆ3,901,471,04725.03

ทั้งนี้ ข้อมูลโครงสร้างผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569 ระบุว่าธนาคารกรุงไทยมีจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมดเท่ากับ 92,452 ราย โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นแบบไร้ใบหุ้น (Scriptless) อยู่ที่ร้อยละ 98.86 และมีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ทั้งสิ้น 75,088 ราย คิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย (Percent Free Float) ที่ร้อยละ 44.93

สำหรับโครงสร้างคณะกรรมการบริหารของธนาคาร มี นายลวรณ แสงสนิท ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการธนาคาร และ นายไกรฤทธิ์ อุชุกานนท์ชัย ทำหน้าที่รองประธานกรรมการ ร่วมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น นายธันวา เลาหศิริวงศ์, ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์, นายธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาส, นายวีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์, นายอรรถพล อรรถวรเดช, พลเอก นิมิตต์ สุวรรณรัฐ, นายปิ่นสาย สุรัสวดี พร้อมทั้งกรรมการใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้ง ได้แก่ นางพงษ์สวาท นีละโยธิน และ นายอนันต์ แก้วกำเนิด โดยมี นายผยง ศรีวณิช เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้บริหารระดับสูงตามนิยามของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)


ผลประกอบการทางการเงินและเสถียรภาพในไตรมาสแรก ปี พ.ศ. 2569


การรายงานผลการดำเนินงานของธนาคารกรุงไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 แสดงถึงการเติบโตของฐานกำไรที่มีเสถียรภาพและการรักษาสมดุลความเสี่ยงภายใต้ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเผชิญความกดดันรอบด้าน


การวิเคราะห์งบการเงินและฐานรายได้


ในไตรมาส 1/2569 ธนาคารกรุงไทยและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 12,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.20 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2568 และเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึงร้อยละ 15.40 จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญมาจากการจัดระบบโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพและทิศทางการดำเนินนโยบายที่หันมาให้น้ำหนักกับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมากขึ้น โดยธนาคารมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยทั้งสิ้น 16,035 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึงร้อยละ 28.85 YoY จากปีก่อนหน้า ผลลัพธ์ดังกล่าวเกิดจากแรงส่งของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และผลประกอบการเชิงรุกในตลาดเงินตลาดทุน รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิที่เติบโตร้อยละ 13.90

อย่างไรก็ตาม รายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารปรับลดลงมาอยู่ที่ 23,437 ล้านบาท คิดเป็นการลดลงร้อยละ 15.80 YoY ซึ่งเป็นผลกระทบจากการชะลอตัวของความต้องการสินเชื่อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงในอุตสาหกรรม นอกจากนี้ สถาบันการเงินพาณิชย์ไทยในไตรมาส 1/2569 ยังมีปัจจัยหนุนจากรายการพิเศษที่ไม่เกิดขึ้นประจำ (One-Time Items) เช่น การตีมูลค่าเงินลงทุนตามราคาตลาด (Mark-to-Market) ในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมขนส่งของธนาคารกรุงไทยที่ปรับเพิ่มขึ้น และการรับรู้รายได้ค่าธรรมเนียมย้อนหลังจากโครงการ "คุณสู้เราช่วย" ซึ่งจ่ายคืนมาจากธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งผลให้ผลงานไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงเนื่องจากจะไม่มีรายการพิเศษเหล่านี้เข้ามาหนุนต่อเนื่อง

ในภาพรวมของงบดุลและสภาพคล่อง ณ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569 ธนาคารมีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 3,918,835.82 ล้านบาท ขยายตัวตามการเพิ่มขึ้นของเงินให้สินเชื่อ ลูกหนี้ และดอกเบี้ยค้างรับสุทธิที่แตะระดับ 2,610,637.91 ล้านบาท ขณะที่ยอดเงินฝากของธนาคารขยายตัวมาอยู่ที่ 2,872,332.93 ล้านบาท แสดงถึงความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อระบบเสถียรภาพของสถาบัน ธนาคารสามารถดำรงอัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (Net Interest Margin: NIM) ไว้ที่ระดับร้อยละ 2.48 และปรับลดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อรายได้ (Cost-to-Income Ratio) ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 38.90 จากร้อยละ 40.40 ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า


การควบคุมคุณภาพสินทรัพย์และอัตราส่วนเงินกองทุน


ด้านการจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ธนาคารกรุงไทยสามารถรักษาอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ให้อยู่ในระดับต่ำและทรงตัวที่ร้อยละ 2.93 ใกล้เคียงกับร้อยละ 2.90 ณ สิ้นปี พ.ศ. 2568 โดยมีการตั้งสำรองอย่างรัดกุมผ่านการดำรงอัตราส่วน Credit Cost ในระดับร้อยละ 1.15 และรักษาระดับอัตราส่วนเงินสำรองที่มีอยู่ต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) ไว้ในเกณฑ์สูงมากที่ร้อยละ 204.70 เพื่อเป็นกันชนรองรับแรงปะทะจากสภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

สำหรับระดับเงินกองทุน กลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1 Ratio) ที่ร้อยละ 18.60 และอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR Ratio) ที่ร้อยละ 20.54 ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นสูงที่สะท้อนถึงการรักษาวินัยการเงินการคลังที่มีเสถียรภาพและเพียงพอต่อการขยายธุรกิจใหม่ ๆ ในอนาคต


ประวัติการจ่ายเงินปันผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น


ความแข็งแกร่งของกำไรสะสมทำให้ธนาคารสามารถขับเคลื่อนนโยบายการจัดสรรผลประโยชน์และจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายปรับอัตราการจ่ายเงินปันผลขึ้นมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประวัติการจ่ายปันผลของธนาคารกรุงไทยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้:

รอบระยะเวลาบัญชีที่จ่ายเงินปันผลอัตราเงินปันผล (บาทต่อหุ้น)วันจ่ายเงินปันผลประเภทการปันผล
1 ม.ค. 2568 - 31 ธ.ค. 25682.2430 เม.ย. 2569เงินปันผลประจำปี
1 ม.ค. 2568 - 30 มิ.ย. 25680.4327 พ.ย. 2568เงินปันผลระหว่างกาล
ผลประกอบการปี พ.ศ. 25671.552 พ.ค. 2568เงินปันผลประจำปี
ผลประกอบการปี พ.ศ. 25660.873 พ.ค. 2567เงินปันผลประจำปี
ผลประกอบการปี พ.ศ. 25650.683 พ.ค. 2566เงินปันผลประจำปี
ผลประกอบการปี พ.ศ. 25640.426 พ.ค. 2565เงินปันผลประจำปี
ผลประกอบการปี พ.ศ. 25630.287 พ.ค. 2564เงินปันผลประจำปี

การจ่ายเงินปันผลรวมในรอบปี พ.ศ. 2568 (รวมยอดเงินปันผลประจำปีและระหว่างกาลเท่ากับ 2.67 บาทต่อหุ้น) สะท้อนให้เห็นว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ของหุ้น KTB พุ่งขึ้นสูงถึงร้อยละ 7.57 ณ ช่วงกลางปี พ.ศ. 2569 ถือเป็นระดับผลตอบแทนที่สูงที่สุดในกลุ่มสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของไทย


วิสัยทัศน์องค์กร แผนยุทธศาสตร์ “ดาว 5 ดวง” และนโยบายความยั่งยืน


ธนาคารกรุงไทยดำเนินงานภายใต้หลักคิดการจัดการองค์กรที่เน้นความยั่งยืนคู่ขนานไปกับการเติบโตเชิงเศรษฐกิจ ด้วยปรัชญาความเชื่อ "Do Well = Do Good" ซึ่งหมายถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาคุณค่าทางสังคมและการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย


สาระสำคัญของยุทธศาสตร์ดาว 5 ดวง


ภายใต้การบริหารงานของ นายผยง ศรีวณิช ซึ่งเป็นผู้ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ต่อเนื่องในวาระที่ 3 (รวมระยะเวลาในการวางโครงสร้างองค์กรเชิงยุทธศาสตร์ถึง 12 ปี) และได้รับรางวัลเกียรติยศ CEO of the Year สองปีซ้อน ธนาคารได้กำหนดกรอบยุทธศาสตร์เป้าหมาย 4 ปีข้างหน้าผ่าน "ดาว 5 ดวง" ดังนี้:

  1. การสร้างมูลค่าจากระบบนิเวศปัจจุบันแบบเต็มศักยภาพ (Maximize current ecosystem value): มุ่งเน้นการเติบโตของธุรกิจดั้งเดิมและการดูแลลูกค้าคุณภาพสูงอย่างรอบคอบ

  2. การเร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมและแพลตฟอร์มใหม่เพื่ออนาคต (Develop future platforms): การขยายธุรกิจไปสู่น่านน้ำใหม่และการร่วมทุนตั้งธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) เพื่อเจาะตลาดกลุ่ม Underserved และ Unserved

  3. การปรับปรุงและบูรณาการการเข้าถึงบริการของลูกค้าแบบ End-to-End: มุ่งเน้นการออกแบบการเดินทางและใช้บริการ (Customer Journey) ทั้งในแบบกายภาพและแบบดิจิทัลเพื่อลดความซับซ้อน

  4. การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานไอทีและเทคโนโลยีเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูล: มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินที่ทันสมัยแบบ Real-Time และใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการพิจารณาสินเชื่อแบบดิจิทัล (Digital Lending)

  5. การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรและสร้างวิธีทำงานรูปแบบใหม่: นับเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดและยากที่สุดในการยกระดับทักษะพนักงานผ่านกระบวนการ Upskill และ Reskill เพื่อสร้างความเข้าใจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเชิงลึก (Digital Literacy) และดึงดูดกลุ่มบุคลากรผู้มีศักยภาพสูงด้านเทคโนโลยี (Digital Talents) ในระยะยาว

ยุทธศาสตร์การปล่อยสินเชื่อดิจิทัล (Digital Lending) ของธนาคาร มีการนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ฐานข้อมูลทางเลือกในกลุ่มสินเชื่อตั๋วขนาดเล็ก (Small Ticket) มาระยะหนึ่งแล้ว โดยยอดปล่อยสินเชื่อทางช่องทางดิจิทัลขยายตัวจาก 7,000 ล้านบาท ขึ้นมาเป้าหมายการเติบโตที่ 14,000 ล้านบาท ด้วยการคำนวณอัตราดอกเบี้ยที่ประมาณร้อยละ 20 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการปล่อยสินเชื่อบุคคลนอกระบบและอุตสาหกรรมรายย่อยทั่วไปซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 25-28 นอกจากนี้ ภายใต้ความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ นายผยง ศรีวณิช ยังเสนอแนวคิดนโยบายระดับชาติ 5 ประการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง ได้แก่ การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าระบบฐานข้อมูลรัฐ การแก้ไขปัญหาหนี้ผ่านระบบ National Credit Score และระบบจัดตั้ง AMC เพื่อแยกกลุ่มลูกหนี้ การยกระดับรายได้และทักษะครัวเรือน การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศ (FDI) และการส่งเสริมการเติบโตใน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายหลักของประเทศ


นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)


กลยุทธ์สู่ความยั่งยืนของธนาคารกรุงไทยได้รับการจัดสรรแบ่งกลุ่มตามมิติของ ESG โดยได้รับการประเมินระดับคะแนนความยั่งยืน SET ESG Ratings ในระดับสูงสุดที่ "AAA" ซึ่งสามารถแบ่งขอบเขตกิจกรรมหลักออกเป็นกลุ่มย่อยดังนี้:

  • มิติด้านเศรษฐกิจและธรรมาภิบาล (Economic & Governance): ครอบคลุมกรอบการดำเนินงานกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance) จรรยาบรรณธุรกิจและการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน การประเมินความเสี่ยงอุบัติใหม่ (Emerging Risk) การจัดทำยุทธศาสตร์ทางภาษี นวัตกรรม และการจัดการความสัมพันธ์ของซัพพลายเออร์และลูกค้า

  • มิติด้านสังคม (Social): เน้นสิทธิมนุษยชน สุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน การพัฒนาทุนมนุษย์ การดำเนินกิจกรรมเพื่อชุมชน และโครงการย่อย "กรุงไทยใกล้บ้าน" ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกการทำธุรกรรมการเงินพื้นฐาน (Basic Banking) แก่กลุ่มผู้สูงอายุในท้องถิ่นห่างไกลผ่านคอมมูนิตี้และร้านค้าในชุมชนโดยไม่ต้องเดินทางไกลมาที่สาขาธนาคาร

  • มิติด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental): มุ่งเน้นการจัดการระบบนิเวศและก๊าซเรือนกระจกผ่าน 3 ขอบเขตเป้าหมาย ได้แก่ ขอบเขตที่ 1 (Scope 1) โดยการเปลี่ยนรถยนต์ประจำตำแหน่งขององค์กรเป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ขอบเขตที่ 2 (Scope 2) โดยเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดและลดการพึ่งพากระแสไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และขอบเขตที่ 3 (Scope 3) โดยการจัดการคาร์บอนทางอ้อมของลูกค้าผ่านการประเมินโครงการปล่อยสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) และจัดหาโซลูชันธุรกรรมการเงินและการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX & Trade Finance) สำหรับคู่ค้าในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด


นิเวศระบบการเงินดิจิทัลและเทคโนโลยีความมั่นคงปลอดภัย


การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของธนาคารกรุงไทยเกิดขึ้นจากความสามารถในการผลักดันให้แอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ซึ่งเป็นระบบแบบเปิด (Open Finance Platform) เข้ามาทำหน้าที่บูรณาการระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ


บริการและฟังก์ชันหลักบนแอปพลิเคชันเป๋าตัง


แอปพลิเคชันเป๋าตังมิได้เป็นเพียงแค่กระเป๋าเงินดิจิทัลทั่วไป แต่ได้รับการออกแบบให้เป็น Super App ที่รองรับธุรกรรมหลากประเภทในชีวิตประจำวัน:

  • G-Wallet: ช่องทางบริการโอน เติม จ่าย และสแกนจ่ายค่าสินค้าผ่าน QR Code ที่เชื่อมโยงสวัสดิการภาครัฐและพร้อมเพย์

  • เป๋าตังเปย์ (Paotang Pay): บริการซูเปอร์วอลเล็ตรูปแบบใหม่ที่พัฒนาร่วมกับบริษัทร่วมทุนอินฟินิธัส (Infinitas) สมัครง่ายโดยใช้เพียงข้อมูลบัตรประชาชนและตรวจสอบตามระเบียบ CDD (Customer Due Diligence) โดยไม่มีข้อจำกัดว่าผู้ใช้งานจะต้องมีบัญชีเงินฝากของธนาคารกรุงไทย และสามารถจับคู่ใช้งานร่วมกับ "บัตรเพลย์ (Play Card)" เพื่อใช้แตะจ่ายสำหรับการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า MRT รถเมล์ด่วน และทางด่วนได้โดยตรง

  • Gold Wallet: บริการตรวจสอบราคาทองคำและส่งคำสั่งซื้อขายทองคำความบริสุทธิ์ร้อยละ 99.99 กับร้านค้าทองพันธมิตรแบบเรียลไทม์ โดยใช้ราคาตลาดโลกในการอ้างอิงและทำธุรกรรมผ่านสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) กำหนดขั้นต่ำในการเทรดที่ 0.1 ออนซ์ หรือมีมูลค่าเริ่มต้นประมาณ 6,000 บาท

  • วอลเล็ต สบม. (สะสมบอนด์มั่งคั่ง): แพลตฟอร์มการซื้อขายพันธบัตรออมทรัพย์ดิจิทัลของรัฐบาลโดยตรงในตลาดแรกและตลาดรอง ตลอด 24 ชั่วโมง เริ่มต้นซื้อขั้นต่ำเพียงหน่วยละ 1 บาท (มูลค่าต่อครั้งขั้นต่ำ 100 บาท) สามารถใช้ยื่นคำขอหนังสือค้ำประกัน (Letter of Guarantee) ผ่านแอปพลิเคชันได้


เทคโนโลยีความปลอดภัยและการป้องกันกลฉ้อฉลทางการเงิน


เพื่อตอบสนองต่อสถิติและภัยคุกคามด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยเฉพาะแอปพลิเคชันหลอกลวงของกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้วิธีการรีโมตควบคุมสมาร์ทโฟนของเหยื่อ ธนาคารกรุงไทยได้พัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงในตัวแอปพลิเคชันเป๋าตังและ Krungthai NEXT ระบบของธนาคารจะทำการตรวจสอบสิทธิ์และบังคับให้ผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการมือถือประเภทต่าง ๆ (เช่น Android และ iOS) ต้องเข้าไปปิดฟังก์ชันการทำงานบางประเภทในส่วนการตั้งค่าโทรศัพท์เพื่อป้องกันไม่ให้แอปพลิเคชันอื่นเข้าถึงหน้าจอขณะใช้งานธุรกรรมการเงิน ฟังก์ชันที่ระบบบังคับให้ต้องทำการปิดการใช้งานประกอบด้วย:

  • ภาพซ้อนภาพ (Picture-in-Picture) และระบบการวาดทับเหนือแอปพลิเคชันอื่น (Appear on Top / Draw over other apps) เพื่อป้องกันการซ้อนหน้าจอปลอม

  • เมนูลอยอัจฉริยะ (Smart Sidebar / Assistive Touch / Floating Ball) เพื่อตัดระบบบันทึกภาพหน้าจอและคำสั่งลัด

  • โหมดถนอมสายตา (Eye Comfort Mode) ในสมาร์ทโฟนบางยี่ห้อ (เช่น Samsung, OPPO, Vivo, Xiaomi, Huawei) เนื่องจากคุณลักษณะของระบบการเปลี่ยนโทนสีจอแสดงผลอาจส่งผลกระทบต่อชุดซอฟต์แวร์ในการเข้ารหัสข้อมูลหน้าจอหรือส่งสัญญาณตรวจจับความผิดปกติเชิงพฤติกรรม


โซลูชันการจัดการการเงินภาคธุรกิจ: Krungthai Virtual Account


สำหรับกลุ่มนิติบุคคลและคู่ค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารได้พัฒนาเครื่องมือบริหารจัดการเงินสดผ่านระบบ "Krungthai VIRTUAL ACCOUNT" ภายใต้โครงสร้างระบบ Krungthai BUSINESS เครื่องมือนี้ช่วยให้บริษัท ห้างสรรพสินค้า มหาวิทยาลัย หรือโรงพยาบาลที่มีแหล่งรายรับหรือคู่ค้าจำนวนมาก สามารถสร้างบัญชีเสมือน (Virtual Account) แยกย่อยตามวัตถุประสงค์ธุรกิจหรือโครงการต่าง ๆ ภายใต้การควบคุมของบัญชีหลักเพียงบัญชีเดียว

ระบบนี้ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการระบุตัวตนผู้ชำระเงินและวัตถุประสงค์การโอนเงินเข้าออกแบบเรียลไทม์ ทำให้งานตรวจสอบบัญชี (Audit & Compliance) และการกระทบยอดเงินฝากเป็นไปอย่างรวดเร็วและโปร่งใสสูงสุด คุณสมบัติของผู้สมัครคือต้องเป็นนิติบุคคลที่มีบัญชีออมทรัพย์หรือกระแสรายวันของธนาคารกรุงไทย และจัดส่งเอกสารประกอบอันได้แก่ หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล (อายุไม่เกิน 6 เดือน) บัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจลงนาม หรือหนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาเอกสารแสดงตน


ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาแห่งใหม่: ธนาคารคลิกซ์ (CLICX)


การปฏิรูปโครงสร้างสถาบันการเงินไทยก้าวไปสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญภายหลังจากการร่วมมือจัดตั้ง ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ "CLICX" ซึ่งจะเป็นธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) รายแรกของไทยที่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ


โครงสร้างการถือหุ้นและการระดมทุน


ธนาคารคลิกซ์จัดตั้งขึ้นผ่านบริษัทโฮลดิ้งที่ชื่อว่า บริษัท ไทย ทรินิตี้ โฮลดิ้ง จำกัด (Thai Trinity Holding Co., Ltd.) ซึ่งทำหน้าที่ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 95 ในระยะแรกและขยับขึ้นเป็นร้อยละ 99.99 ในภายหลัง โดยมีผู้ก่อตั้งและพันธมิตรร่วมทุนหลัก 3 ราย ผสานพลังความเชี่ยวชาญจาก 3 อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ:

พันธมิตรร่วมทุนในธนาคารคลิกซ์ (CLICX)สัดส่วนการถือหุ้น (ร้อยละ)ขีดความสามารถเชิงระบบนิเวศและข้อมูลยุทธศาสตร์

ธนาคารกรุงไทย (KTB)

[cite: 10, 33]

41.00

ความเชี่ยวชาญระบบการเงินเชิงลึก, โครงสร้างไอที Core Banking ที่มีเสถียรภาพ และความเชื่อถือของประชาชน

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS/ADVANC)

[cite: 10, 33]

39.00

ฐานข้อมูลพฤติกรรมดิจิทัลเรียลไทม์ และประวัติความสม่ำเสมอในการชำระบิลค่าบริการโทรศัพท์/เน็ตรายเดือน

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR)

[cite: 10, 33]

20.00

ฐานข้อมูลสมาชิก Blue Card และโอกาสการให้บริการ Embedded Banking ร่วมกับกลุ่มร้านค้าในสถานีบริการน้ำมัน

โครงสร้างการควบคุมกำหนดให้ธนาคารกรุงไทยมีสิทธิ์เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการของธนาคารคลิกซ์ได้ตั้งแต่กึ่งหนึ่งของคณะกรรมการทั้งหมด โดยมีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 50 ล้านบาท ธนาคารคลิกซ์ได้รับการอนุญาตจากกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารกรุงไทยเมื่อกลางปี พ.ศ. 2568 และได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการแล้ว


กลยุทธ์การเจาะตลาดและการเข้าสู่จุดคุ้มทุน


แนวคิดในการทำงานของธนาคารคลิกซ์คือการเป็น "Bank in One CLICX" หรือ Beyond Banking โดยนำเทคโนโลยี AI และโมเดลการประเมินความเสี่ยงด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่เข้ามาทดแทนการทำงานด้วยแรงงานคนและตัดต้นทุนสาขาทางกายภาพออกทั้งหมด ธนาคารเน้นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายระดับฐานรากและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่เข้าไม่ถึงผลิตภัณฑ์สินเชื่อของสถาบันการเงินหลัก (Unserved & Underserved) เช่น ฟรีแลนซ์ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ไม่มีสลิปเงินเดือน ไรเดอร์ส่งอาหาร และคนขับรถสาธารณะ

ความท้าทายหลักของธนาคารคลิกซ์คือการบริหารอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนในตลาดกลุ่มที่มีความเปราะบางและเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้สูง (High-Risk Customer Portfolio) รวมถึงประเด็นความรัดกุมในการถ่ายโอนฐานข้อมูลลูกค้าระหว่างสามพันธมิตรภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) นอกจากนี้ นักวิชาการบางกลุ่มได้ออกมาเตือนธนาคารแห่งประเทศไทยให้กำหนดเกณฑ์ดูแลการปล่อยสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพในอัตราส่วนอย่างน้อยร้อยละ 20 เพื่อสกัดกั้นปัญหากลุ่มทุนปั๊มห่วงโซ่หนี้ผู้บริโภคจนเกิดสภาวะหนี้ครัวเรือนล้นพ้นตัว อย่างไรก็ดี กลุ่มพันธมิตรผู้ร่วมทุนมีความมั่นใจว่าด้วยระบบฐานข้อมูลทางเลือกและขีดความสามารถการวิเคราะห์โครงสร้างข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) จะช่วยให้ธนาคารคลิกซ์สามารถควบรวมตลาดความต้องการสินเชื่อกลุ่มนอนแบงก์ (Non-Bank) ได้ และคาดว่าจะบรรลุจุดคุ้มทุนทางการเงินได้ภายใน 5 ปีของการดำเนินงาน


เครือข่ายการให้บริการทางกายภาพและการแยกแยะเชิงอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออก


แม้ธนาคารกรุงไทยจะเร่งขับเคลื่อนธุรกรรมการเงินไปสู่ระบบดิจิทัลและแอปพลิเคชันไร้สัมผัสเป็นหลัก แต่การดำรงอยู่ของเครือข่ายจุดบริการทางกายภาพ (Physical Service Nodes) ในกลุ่มพื้นที่เขตอุตสาหกรรมยังคงมีความสำคัญสูงสุดเพื่อรองรับผู้รับเหมา นิติบุคคล และประชากรแรงงานจำนวนมาก


โครงสร้างเครือข่ายบริการในจังหวัดปราจีนบุรีและกบินทร์บุรี


ในพื้นที่ยุทธศาสตร์นิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก เช่น อำเภอกบินทร์บุรี และอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ธนาคารกรุงไทยได้จัดตั้งสาขาและศูนย์กระจายเครื่องบริการธุรกรรมอัตโนมัติอย่างหนาแน่นเพื่อรักษาฐานลูกค้าหลัก ดังรายละเอียดจุดบริการสำคัญ:

  • ธนาคารกรุงไทย สาขากบินทร์บุรี: ตั้งอยู่เลขที่ 555 หมู่ 8 ถนนสาย 304 ฉะเชิงเทรา-นครราชสีมา ตำบลเมืองเก่า อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี 25240 (รหัสพร้อมไป: 10119331) ทำหน้าที่เป็นจุดบริการหลักประจำอำเภอ เปิดทำการเฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.00 น.

  • ธนาคารกรุงไทย สาขาปราจีนบุรี: ตั้งอยู่เลขที่ 24 ถนนเทศบาลดำริ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี 25000 เปิดทำการเฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.00 น.

  • ธนาคารกรุงไทย สาขาโรบินสัน ปราจีนบุรี: ตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้าโรบินสัน เลขที่ 72 หมู่ 3 ตำบลบางบริบูรณ์ อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี 25000 เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 11.00 - 19.00 น. เพื่อรองรับธุรกรรมในวันหยุดพักผ่อน

  • ธนาคารกรุงไทย สาขาบิ๊กซี ศรีมหาโพธิ: ตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้าบิ๊กซี เลขที่ 618 หมู่ 7 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี 25140 (รหัสพร้อมไป: 10119334) เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 11.00 - 19.00 น.

สำหรับตู้บริการอัตโนมัติ (ATM KTB) ในพื้นที่ตำบลนนทรี และชุมชนหนองกี่ อำเภอกบินทร์บุรี ได้รับการวางตำแหน่งให้กระจายตัวอยู่ตามสถานีบริการน้ำมันขนาดใหญ่และย่านการค้าชุมชน โดยระบุสถานะระบบปฏิบัติการว่ามีความพร้อมใช้งานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อเอื้ออำนวยต่อระบบการเบิกถอนเงินสดของกลุ่มแรงงานนอกเวลา ในพื้นที่กบินทร์บุรีดังกล่าวยังมีผู้ให้บริการการเงินรายอื่น ๆ เช่น ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นทางเลือกเสริมให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น


การคัดแยกความเข้าใจผิดเชิงตราสินค้าในพื้นที่อุตสาหกรรม


ประเด็นเชิงวิเคราะห์ที่จำเป็นต้องแยกแยะเพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนด้านข้อมูล คือ ในเขตนิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี (เลขที่ 517 หมู่ 9 ตำบลหนองกี่ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี) เป็นที่ตั้งโรงงานของ บริษัท ที.กรุงไทยอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ดำเนินธุรกิจด้านอุตสาหกรรมการผลิตและขายส่งผลิตภัณฑ์พลาสติกสำเร็จรูปและชิ้นส่วนยานยนต์ โดยตราสินค้าและชื่อบริษัท "ที.กรุงไทยอุตสาหกรรม" ไม่มีความเกี่ยวดองในมิติการร่วมทุน โครงสร้างผู้ถือหุ้น หรือสายงานการดำเนินงานกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) แต่อย่างใด นอกเหนือจากนี้ในภาคตะวันออกยังมีตัวแทนจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ BYD ภายใต้ชื่อบริษัท โตโยต้า กรุงไทย จำกัด ซึ่งไม่มีความสัมพันธ์เชิงทุนกับกลุ่มธนาคารกรุงไทยเช่นกัน


บทสรุปเชิงวิเคราะห์และแนวโน้มการเติบโต


ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้เสร็จสิ้นแผนการปรับตัวและก้าวผ่านความท้าทายจากการสูญเสียสถานะทางกฎหมายแบบรัฐวิสาหกิจแบบเดิมมาสู่การสร้างความคล่องตัวแบบเอกชนได้อย่างสมบูรณ์ ขณะเดียวกันก็สามารถรักษาคุณลักษณะพิเศษในฐานะ "ธนาคารพาณิชย์ของรัฐ" ซึ่งสร้างแต้มต่อสำคัญในการเข้าถึงโครงการและพอร์ตลูกค้าเงินฝากภาครัฐขนาดใหญ่ไว้ได้อย่างมั่นคง

การยกระดับกำไรสุทธิสู่ระดับ 12,437 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 ขยายตัวร้อยละ 6.20 YoY ท่ามกลางกระแสการชะลอตัวของระบบสินเชื่อเดิม เป็นหลักฐานยืนยันความสำเร็จของกรุงไทยในการหาเครื่องยนต์สร้างรายได้ประเภทใหม่ โดยเฉพาะจากกลุ่มธุรกิจ Wealth Management และค่าธรรมเนียมธุรกรรมดิจิทัลทดแทน

จุดเปลี่ยนสำคัญที่จะชี้ขาดขีดความสามารถการแข่งขันของธนาคารในระยะยาวคือความสำเร็จในการร่วมทุนตั้ง "ธนาคารคลิกซ์ (CLICX)" ในปี พ.ศ. 2569 ด้วยฐานผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลบนแอปพลิเคชันเป๋าตังที่สูงกว่า 40 ล้านคน ผนวกเข้ากับขีดความสามารถและข้อมูลการใช้จ่ายเชิงพฤติกรรมเรียลไทม์จากพันธมิตรอย่าง AIS และ OR จะกลายเป็นแต้มต่อเชิงเทคโนโลยีที่ช่วยลดอัตราส่วน Credit Cost ในกลุ่มสินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูง และสร้างช่องทางการเข้าถึงประชากรกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่ที่ระบบสถาบันการเงินดั้งเดิมเข้าไม่ถึง อันเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนเสถียรภาพและสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างยั่งยืนตามเจตนารมณ์ "เคียงข้างไทย สู่ความยั่งยืน" ในอนาคต