วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569

TVO บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน)

 

รายงานการวิเคราะห์เชิงลึก: โครงสร้างทางธุรกิจ พลวัตการแข่งขัน และการประเมินมูลค่าทางยุทธศาสตร์ของ บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน)


บทนำและวิวัฒนาการเชิงประวัติศาสตร์ของทีวีโอ


การเดินทางของ บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TVO ตลอดระยะเวลากว่าห้าทศวรรษ สะท้อนถึงการเติบโตเชิงยุทธศาสตร์และการปรับตัวที่สอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของประเทศไทยอย่างเด่นชัด รากฐานอันมั่นคงของบริษัทฯ เริ่มต้นขึ้นใน พ.ศ. 2510 จากการจัดตั้ง บริษัท โรงกลั่นน้ำมันนครชัยศรี จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจกลั่นน้ำมันรำข้าวด้วยกำลังการผลิตเริ่มต้นเพียง 50 ตันต่อวัน ก่อนที่จะขยายตัวเข้าสู่การจัดตั้ง บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด ใน พ.ศ. 2528 ด้วยกำลังการผลิตเมล็ดถั่วเหลือง 400 ตันต่อวัน และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใน พ.ศ. 2533 พร้อมกับการควบรวมสินทรัพย์ของโรงกลั่นน้ำมันนครชัยศรีเพื่อขยายกำลังการผลิตเป็น 800 ตันต่อวัน

การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการประหยัดเชิงขนาด (Economies of Scale) เป็นกลยุทธ์หลักที่ TVO ยึดถือมาโดยตลอด ผ่านการขยายกำลังการผลิตอย่างเป็นระบบในทุกทศวรรษ จนกระทั่งบรรลุกำลังการผลิต 6,000 ตันต่อวันใน พ.ศ. 2553 และโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานโรงงาน TVO1 ในช่วง พ.ศ. 2566 – 2567 ที่สำเร็จเสร็จสิ้นใน พ.ศ. 2568 ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 7,000 ตันเมล็ดถั่วเหลืองต่อวัน ส่งผลให้ TVO ยืนหยัดในฐานะผู้บดเคี้ยวและสกัดเมล็ดพืชน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

นอกจากธุรกิจสกัดน้ำมันพืชแล้ว TVO ยังได้สร้างระบบนิเวศทางธุรกิจผ่านโครงสร้างการถือหุ้นในบริษัทต่างๆ โดยใน พ.ศ. 2535 บริษัทฯ ได้เข้าลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 14.00 ในบริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด ผู้ผลิตน้ำมันรำข้าวตรา "คิง" และใน พ.ศ. 2536 ได้ร่วมลงทุนจัดตั้งบริษัท พรอดดิจิ จำกัด (มหาชน) หรือ PDG ในสัดส่วนร้อยละ 43.00 (ปัจจุบันปรับลดลงเหลือร้อยละ 31.85 หลังการเพิ่มทุน) เพื่อประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ขวดพลาสติก PET ซึ่งนับเป็นการบูรณาการแนวดิ่งไปข้างหน้า (Forward Integration) เพื่อรักษาความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานบรรจุภัณฑ์


ตารางที่ 1: ลำดับเวลาและพัฒนาการเชิงกลยุทธ์ด้านกำลังการผลิตของ TVO


ปี พ.ศ.พัฒนาการและหลักหมุดเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญกำลังการผลิตรวม (ตันเมล็ดถั่วเหลือง/วัน)
2510

จัดตั้ง บริษัท โรงกลั่นน้ำมันนครชัยศรี จำกัด ผลิตน้ำมันรำข้าว

50 (รำข้าว)
2528

จัดตั้ง บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด มุ่งเน้นการสกัดเมล็ดถั่วเหลือง

400
2533

ซื้อทรัพย์สินโรงกลั่นน้ำมันนครชัยศรี และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

800
2540

ขยายโรงงานเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ในประเทศ

1,500
2544

เพิ่มศักยภาพการผลิตรองรับความต้องการบริโภคน้ำมันถั่วเหลืองที่สูงขึ้น

3,500
2553

การปฏิรูปเทคโนโลยีการผลิตเพื่อก้าวสู่ระดับเมกะโรงงาน (Mega Factory)

6,000
2568

การปรับปรุงโรงงาน TVO1 ส่งผลให้ประสิทธิภาพการสกัดน้ำมันดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

7,000

โครงสร้างผลิตภัณฑ์และกลุ่มตลาดเป้าหมาย


พอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ของ TVO มีการกระจายตัวอย่างสมดุลระหว่างวัตถุดิบอาหารสัตว์และผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภคของมนุษย์ ซึ่งการกระจายตัวนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งเพียงอย่างเดียว โดยโครงสร้างผลิตภัณฑ์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 สายงานหลักดังนี้


กลุ่มผลิตภัณฑ์กากถั่วเหลืองและวัตถุดิบอาหารสัตว์


กากถั่วเหลืองเป็นรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทฯ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 56 ของรายได้รวมในปีล่าสุด ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายภายใต้ตราสินค้า "ทีวีโอ ไฮโพรมีล" (TVO Hypro Meal) เป็นกากถั่วเหลืองโปรตีนสูงที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดในกลุ่มโรงงานผลิตอาหารสัตว์และฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์เสริมฤทธิ์มูลค่าเพิ่มสูง เช่น "ทีวีโอ ดีฮัล ซอยมีล" (TVO Dehulled Soy Meal) ซึ่งเป็นเนื้อถั่วเหลืองกะเทาะผิวที่ให้ปริมาณโปรตีนสูงขึ้นเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับกลุ่มลูกสุกรและไก่ที่ต้องการอาหารที่ย่อยง่าย "ทีวีโอ ฟูลแฟตซอย" (TVO Full Fat Soy) ถั่วเหลืองอบไขมันเต็มที่ให้ทั้งพลังงานและโปรตีน รวมถึงผลิตภัณฑ์พลอยได้เช่น "เลซิติน" (Lecithin) ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักในการผลิตอาหารกุ้งและสัตว์น้ำ และ "ซอยฮัล" (Soy Hulls) หรือเปลือกถั่วเหลืองสำหรับสัตว์เคี้ยวเอื้อง


กลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันพืชเพื่อการบริโภคและอุตสาหกรรม


น้ำมันถั่วเหลืองภายใต้ตราสินค้า "องุ่น" ถือเป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งและเป็นที่รู้จักมากที่สุดในประเทศไทย โดยชูจุดเด่นสูตรถั่วเหลืองบริสุทธิ์ร้อยละ 100 ปราศจากส่วนผสมของน้ำมันชนิดอื่น นอกเหนือจากน้ำมันถั่วเหลืองแล้ว บริษัทยังมีการจำหน่ายน้ำมันพืชทางเลือกอื่นๆ ภายใต้ตราสินค้าองุ่น เช่น น้ำมันคาโนลา น้ำมันทานตะวัน และน้ำมันข้าวโพด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ ยิ่งไปกว่านั้น TVO ยังได้รับสิทธิ์เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันมะกอกธรรมชาติแบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่าง "โมนินี่" (Monini) จากประเทศอิตาลีแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้พอร์ตผลิตภัณฑ์น้ำมันเพื่อการบริโภคครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่ระดับกลางไปจนถึงระดับพรีเมียม


ตารางที่ 2: รายละเอียดทางเทคนิคและการใช้ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ในพอร์ตโฟลิโอ TVO


ผลิตภัณฑ์ตราสินค้าคุณสมบัติทางเทคนิคและการประยุกต์ใช้งาน

กากถั่วเหลือง (Soybean Meal)

ทีวีโอ ไฮโพรมีล

โปรตีนสม่ำเสมอ แหล่งอะมิโนแอซิดหลักสำหรับอาหารสัตว์

ดีฮัล ซอยมีล (Dehulled Soy Meal)

ทีวีโอ ดีฮัล ซอยมีล

เมล็ดกะเทาะเปลือก โปรตีนสูงพิเศษ ย่อยง่าย เหมาะสำหรับลูกสุกร

ฟูลแฟตซอย (Full Fat Soy)

ทีวีโอ ฟูลแฟตซอย

เมล็ดถั่วเหลืองอบความร้อนสูง ให้พลังงานจากไขมันและโปรตีนสูง

น้ำมันถั่วเหลือง (Soybean Oil)

องุ่น

น้ำมันบริสุทธิ์ 100% เหมาะสำหรับการปรุงอาหารทั่วไปและอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป

น้ำมันทานตะวัน (Sunflower Oil)

องุ่น

อุดมด้วยกรดไลโนเลอิก ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารทะเลแช่แข็งส่งออก

น้ำมันคาโนลา (Canola Oil)

องุ่น

กรดไขมันอิ่มตัวต่ำกว่าร้อยละ 10 ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ

น้ำมันมะกอก (Olive Oil)

โมนินี่ (Monini)

นำเข้าจากอิตาลี มีสัดส่วนกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูงและสารต้านอนุมูลอิสระ

เลซิติน (Lecithin)

TVO

สารอิมัลซิไฟเออร์ธรรมชาติ ส่วนผสมสำคัญในอาหารกุ้งและปลา

การวิเคราะห์ส่วนแบ่งทางการตลาดและสภาพแวดล้อมการแข่งขัน


อุตสาหกรรมสกัดเมล็ดพืชน้ำมันและผลิตกากถั่วเหลืองในประเทศไทย มีลักษณะโครงสร้างตลาดกึ่งผูกขาดโดยผู้เล่นน้อยราย (Oligopolistic Market) การที่ TVO สามารถเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นสู่ระดับ 7,000 ตันเมล็ดถั่วเหลืองต่อวันใน พ.ศ. 2568 ส่งผลให้บริษัทฯ ครองส่วนแบ่งกำลังการผลิตที่เหนือกว่าคู่แข่งทุกรายอย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อพิจารณาจากข้อมูลของกระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา (USDA) กำลังการผลิตบดเมล็ดถั่วเหลืองรวมของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 13,500 ตันต่อวัน ซึ่งหมายความว่า TVO รายเดียวถือครองกำลังการผลิตบดสกัดถั่วเหลืองในประเทศสูงถึงร้อยละ 51.85 ของกำลังการผลิตทั้งหมด


สภาพแวดล้อมการแข่งขันและตำแหน่งทางการตลาดของคู่แข่ง


คู่แข่งในอุตสาหกรรมบดสกัดถั่วเหลืองในประเทศประกอบด้วยผู้เล่นหลักไม่กี่ราย โดยผู้เล่นที่มีบทบาทสำคัญที่สุดรองจาก TVO คือ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำมันพืชตรา "กุ๊ก" ซึ่งมีกำลังการผลิตบดถั่วเหลืองรวม 2,500 ตันต่อวัน และเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสกัดแบบประหยัดพลังงาน ขณะที่ผู้เล่นรายอื่น เช่น บริษัท พรอำนวยทรัพย์ผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด (ตั้งอยู่ที่อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ซึ่งเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนโลจิสติกส์ในการขนส่งเมล็ดถั่วเหลืองนำเข้าจากท่าเรือน้ำลึก) และบริษัท อุตสาหกรรมอามิต จำกัด มีกำลังการผลิตรวมกันในสัดส่วนที่ต่ำกว่า และทำงานภายใต้อัตราการเดินเครื่องจักรเฉลี่ยร้อยละ 60 – 70 ของกำลังการผลิตสูงสุดเท่านั้น

สำหรับในตลาดน้ำมันพืชเพื่อการบริโภค แม้ว่าโดยสัดส่วนตลาดน้ำมันพืชโดยรวมในประเทศจะถูกครอบครองโดยน้ำมันปาล์มถึงร้อยละ 64 – 79 เนื่องจากความได้เปรียบทางด้านต้นทุนที่ต่ำกว่าและเหมาะสำหรับการทอดหนัก แต่ในเซกเมนต์ "น้ำมันถั่วเหลืองบริสุทธิ์" ตรา "องุ่น" ของ TVO ครองสถานะเป็นเจ้าตลาดอย่างสมบูรณ์แบบด้วยส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 52 – 63 ทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอันดับสองที่มีส่วนแบ่งเพียงร้อยละ 21 – 28 อย่างขาดลอย


ตารางที่ 3: การเปรียบเทียบขีดความสามารถและโครงสร้างคู่แข่งหลักในอุตสาหกรรมบดถั่วเหลืองไทย


บริษัทตราสินค้าหลักกำลังการผลิตบดสกัด (ตัน/วัน)จุดแข็งทางยุทธศาสตร์และความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน
น้ำมันพืชไทย (TVO)

องุ่น / ไฮโพรมีล

7,000

มี Economies of Scale สูงสุด พันธมิตรตราสินค้าแข็งแกร่ง และมีระบบนิเวศบรรจุภัณฑ์เอง

ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช

กุ๊ก

2,500

เป็นรายแรกที่ใช้ระบบ Ice Condensing ในการกลั่น มุ่งเน้นกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

พรอำนวยทรัพย์ผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช

พรอำนวยทรัพย์

< 1,500

มีโรงผลิตในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง แต่เสียเปรียบด้านต้นทุนขนส่งวัตถุดิบจากท่าเรือ

อุตสาหกรรมอามิต (Industrial Enterprise)

อามิต

< 1,000

เน้นตลาดระดับอุตสาหกรรม แต่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ในระดับต่ำ

โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานและการบริหารจัดการวัตถุดิบนำเข้า


ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมสกัดถั่วเหลืองของไทยมีความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง เนื่องจากผลผลิตเมล็ดถั่วเหลืองในประเทศมีเพียง 20,000 – 30,000 ตันต่อปี และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจากผลตอบแทนที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับพืชหมุนเวียนอื่นๆ ส่งผลให้ TVO ต้องพึ่งพาการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองจากต่างประเทศเกือบร้อยละ 100 ของความต้องการใช้ทั้งหมด

ในการบริหารจัดการการนำเข้า TVO จะนำเข้าถั่วเหลืองจากสองแหล่งผลิตหลักของโลกคือ ประเทศบราซิล ในสัดส่วนร้อยละ 80 – 85 (ระยะเวลาเดินเรือขนส่ง 35 – 40 วัน) และประเทศสหรัฐอเมริกา ในสัดส่วนร้อยละ 15 – 20 (ระยะเวลาเดินเรือขนส่งประมาณ 50 วัน) ความแตกต่างเชิงภูมิศาสตร์และการเก็บเกี่ยวผลผลิตตามฤดูกาลทำให้ TVO สามารถสลับสับเปลี่ยนการจัดหาวัตถุดิบได้ตลอดทั้งปีเพื่อรับมือความเสี่ยงด้านการขาดแคลนอุปทาน อย่างไรก็ตาม โครงสร้างต้นทุนถั่วเหลืองของ TVO จะอิงกับราคาตลาดโลก ณ ตลาดซื้อขายล่วงหน้าชิคาโก (CBOT) แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยต้องแบกรับความเสี่ยงจากค่าพรีเมียมวัตถุดิบ (Premium Basis) และอัตราค่าระวางเรือขนส่งสินค้าเทกองแห้ง (Bulk Panamax Freight Rate) จากทวีปอเมริกาใต้และอเมริกาเหนือมายังเกาะสีชังเพื่อถ่ายลำเลียงสู่โรงงานที่จังหวัดนครปฐม


ผลการดำเนินงานทางการเงินและวิเคราะห์ประสิทธิภาพการทำกำไร


ในรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 TVO แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถอันโดดเด่นในการสร้างผลกำไรเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะเผชิญกับสภาวะแรงกดดันด้านราคาขายที่ปรับตัวลดลงตามแนวโน้มราคาโภคภัณฑ์โลก โดยกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.10 สู่ระดับ 2,189 ล้านบาท ท่ามกลางยอดขายรวมที่หดตัวลงร้อยละ 9.20 อยู่ที่ 27,793 ล้านบาท

การวิเคราะห์ผลการดำเนินงานทางการเงินและโครงสร้างเชิงลึกระบุว่า ปรากฏการณ์ "ยอดขายลดลงแต่กำไรเพิ่มขึ้น" เกิดขึ้นจากการขยายตัวของส่วนต่างอัตรากำไรจากการบดเคี้ยวเมล็ดพืช (Crush Margin) หรือ ส่วนต่างกำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin - GPM) ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพการประมวลผลต้นทุนวัตถุดิบที่มีอัตราการลดลงเร็วกว่าราคาขายผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป สูตรการคำนวณอัตรากำไรขั้นต้นและอัตราการจ่ายเงินปันผลคือ:

$$\text{Gross Profit Margin (GPM)} = \left( \frac{\text{Sales Revenue} - \text{Cost of Goods Sold}}{\text{Sales Revenue}} \right) \times 100\%$$
$$\text{Dividend Payout Ratio} = \left( \frac{\text{Dividend Per Share (DPS)}}{\text{Earnings Per Share (EPS)}} \right) \times 100\%$$

จากการคำนวณตามสูตรข้างต้น อัตรากำไรขั้นต้นรวมของ TVO ขยับตัวขึ้นจากร้อยละ 10.71 ใน พ.ศ. 2567 ขึ้นเป็นร้อยละ 12.92 ใน พ.ศ. 2568 เนื่องจากราคานำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองปรับตัวลดลงจากภาวะอุปทานส่วนเกินทั่วโลก โดยผลผลิตถั่วเหลืองโลกในฤดูกาล 2567/2568 ปรับตัวสูงกว่าปีก่อนหน้าถึง 31 ล้านตัน และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีกในฤดูกาล 2568/2569 โดยเฉพาะในประเทศบราซิล ส่งผลให้ระดับสต็อกถั่วเหลืองโลกแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์


ตารางที่ 4: สรุปผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินเชิงเปรียบเทียบของ TVO (พ.ศ. 2566 – 2568)


รายการงบการเงินสำคัญ (หน่วย: ล้านบาท)ปี พ.ศ. 2566ปี พ.ศ. 2567ปี พ.ศ. 2568การเปลี่ยนแปลง (% YoY)

รายได้จากการขายสินค้าและบริการ

34,194.6130,596.3127,793.37

-9.20%

ต้นทุนขายสินค้าและบริการ

30,733.3527,319.0024,203.00

-11.40%

กำไรขั้นต้นรวม

3,461.263,277.313,590.37

+9.60%

กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่

729.562,103.112,188.79

+4.10%

สินทรัพย์รวม

13,076.0714,897.6514,602.76-1.98%

หนี้สินรวม

2,607.883,565.252,617.66-26.58%

ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม

10,071.3610,918.3011,985.10+9.77%

กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (บาท/หุ้น)

0.822.362.46

+4.10%

อัตรากำไรสุทธิรวม (Net Profit Margin)2.13%6.87%7.87%

+14.52%

ในด้านงบกระแสเงินสดและโครงสร้างทางการเงิน TVO มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งอย่างมาก อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ในระดับต่ำมากเพียง 0.22 เท่า ณ สิ้นปี พ.ศ. 2568 นอกจากนี้ บริษัทยังมีรายได้อื่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.60 แตะ 208 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับเงินปันผลจากหน่วยลงทุนและการจัดสรรพอร์ตในกองทุนเปิดตลาดเงินตราสารหนี้ อย่างไรก็ดี ปัจจัยลบหลักที่เข้ามาขัดขวางการเติบโตของกำไรคือ ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและสัญญาตราสารอนุพันธ์ที่มีมูลค่ารวม 116 ล้านบาท ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกำไรอัตราแลกเปลี่ยน 87 ล้านบาทใน พ.ศ. 2567 โดยมีสาเหตุโดยตรงมาจากการแข็งค่าอย่างต่อเนื่องและผันผวนรุนแรงของสกุลเงินบาท


ปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญและความผันผวนด้านเสถียรภาพทางนโยบาย


การดำเนินธุรกิจนำเข้าถั่วเหลืองเพื่อบดสกัดในประเทศไทยภายใต้กรอบเศรษฐกิจ พ.ศ. 2569 ต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงที่มีความซับซ้อนทั้งในระดับนโยบายรัฐและการจัดการโครงสร้างความปลอดภัยทางเทคโนโลยี


วิกฤตการณ์เชิงกฎระเบียบและการนำเข้าชะงักงันในไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2569


ความเสี่ยงเชิงนโยบายที่ร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 อันเนื่องมาจากสภาวะ "สุญญากาศทางกฎหมาย" ภายหลังประกาศเปิดตลาดนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองภายใต้ข้อตกลง WTO ฉบับเดิมได้สิ้นสุดอายุลงในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ความยุ่งยากทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการ "ยุบสภา" ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีรักษาการไม่มีอำนาจเต็มทางกฎหมายในการพิจารณาอนุมัติกรอบระยะเวลาการเปิดตลาดนำเข้าใหม่ เนื่องจากพิจารณาว่าเป็นเรื่องที่สร้างภาระผูกพันเชิงนโยบายต่อรัฐบาลชุดถัดไป

ผลกระทบจากภาวะสุญญากาศนี้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์และโรงกลั่นถั่วเหลือง:

  • ปัญหาการตรวจปล่อยสินค้าที่ท่าเรือ: เมล็ดถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองที่สั่งซื้อล่วงหน้าและเดินทางมาถึงท่าเรือไทยไม่สามารถทำพิธีการตรวจปล่อยสินค้าจากศุลกากรได้

  • ต้นทุน Demurrage และค่าปรับเรือเสียเวลา: สินค้าติดค้างบนเรือเดินสมุทร ณ บริเวณเกาะสีชังเบื้องต้นกว่า 60,000 ตัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการนำเข้าและบดสกัดถั่วเหลืองต้องเผชิญค่าปรับเรือเสียเวลา (Demurrage) สูงถึง 1 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งสร้างความสูญเสียสะสมในรอบเดือนมกราคมสูงกว่า 20 ล้านบาท และมีความเสี่ยงพุ่งทะลุ 100 ล้านบาทหากสถานการณ์ทางการเมืองและการแต่งตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้าออกไปนานกว่า 3 – 4 เดือน

  • ความเสี่ยงในการหยุดผลิตปศุสัตว์: ถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญสูงสุดในอาหารปศุสัตว์ หากขาดแคลนเมล็ดถั่วเหลืองสำหรับผลิตถั่วอบ (Full Fat Soy) โรงงานอาหารสัตว์จำเป็นต้องลดกำลังการผลิตและชะลอการรับซื้อวัตถุดิบในประเทศชนิดอื่น เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลัง ซึ่งอาจสร้างความเสียหายลุกลามไปยังเกษตรกรในห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ


การจัดการและเฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cybersecurity Risk)


นอกจากความเสี่ยงด้านนโยบายภาครัฐแล้ว TVO ยังจัดหมวดหมู่ภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นความเสี่ยงใหม่ (Emerging Risk) ที่อยู่ในระดับความรุนแรงก่อนการควบคุมในระดับ "สูงมาก" เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านกระบวนการทำงานไปสู่ระบบดิจิทัลและการเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานผ่านออนไลน์เพิ่มความเสี่ยงจากการโจมตีของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) หรือการรั่วไหลของข้อมูลอ่อนไหว เพื่อรับมือความเสี่ยงดังกล่าว บริษัทฯ ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญอิสระภายนอก (Cyber Security Out-Source) เข้ามารับหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยของระบบไอทีทั้งหมด (IT Risk and Security Audit) ตลอดจนจัดตั้งทีมวิศวกรระบบและระบบความปลอดภัย (System Engineer/Security) เพื่อตรวจสอบและเฝ้าระวังภัยคุกคามทางดิจิทัลตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐาน


โครงสร้างผู้ถือหุ้น การกำกับดูแลกิจการที่ดี และนโยบายการจ่ายเงินปันผล


โครงสร้างความเป็นเจ้าของและการบริหารงานของ TVO ยังคงมีกลิ่นอายของกลุ่มทุนผู้ก่อตั้งดั้งเดิมและมีความมั่นคงสูงมาก นำโดยผู้ถือหุ้นในกลุ่มตระกูล "วิทยฐานกรณ์" ซึ่งถือครองหุ้นรวมกันในสัดส่วนที่กุมอำนาจการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ควบคู่ไปกับนักลงทุนสถาบันและกองทุนต่างประเทศ


ตารางที่ 5: โครงสร้างรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 10 อันดับแรกของ TVO (ข้อมูลล่าสุด พ.ศ. 2568)


อันดับรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่จำนวนหุ้นสามัญ (หุ้น)สัดส่วนการถือหุ้น (%)
1

น.ส. สุดารัตน์ วิทยฐานกรณ์

67,681,7907.61%
2

นาย วิชัย วิทยฐานกรณ์

64,643,9507.27%
3

นาง รัตนา จันทร์พิทักษ์

51,277,1605.76%
4

บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (Thai NVDR)

43,445,9474.88%
5

นาง อัญชลี แจ่มใส

32,224,0003.62%
6

บริษัท เชียร์ กรุ๊ป โฮลงดิ้งส์ จำกัด

31,192,2523.51%
7

บริษัท โรงกลั่นน้ำมัน นครไชยศรี จำกัด

21,752,2142.45%
8

น.ส. อรัญญา วิทยฐานกรณ์

20,223,3552.27%
9

น.ส. วรนุช วิทยฐานกรณ์

15,161,9111.70%
10

SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED

15,143,5971.70%

มาตรฐานการกำกับดูแลกิจการและจริยธรรมธุรกิจ


TVO ได้รับการยกย่องในระดับสากลด้านบรรษัทภิบาลและการบริหารจัดการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยใน พ.ศ. 2568 บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการรักษาคะแนนการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CGR) ในระดับ "ดีเลิศ" หรือ 5 ดาวติดต่อกันเป็นปีที่ 7 และได้รับคะแนนเต็ม 100 ในการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี (AGM Checklist) ติดต่อกันเป็นปีที่ 5 รวมถึงการได้รับการต่ออายุการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) ครั้งที่ 2 ซึ่งมีผลบังคับใช้ระหว่าง พ.ศ. 2528 – 2531 (รอบปัจจุบันถึง พ.ศ. 2571) โดยงบการเงินได้รับการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอในแบบ "ไม่มีเงื่อนไข" โดยสำนักงานสอบบัญชีระดับโลกอย่าง บริษัท สำนักงาน อีวาย จำกัด


ประวัติการปันผลและการรักษาเสถียรภาพผู้ถือหุ้น


ภายใต้นโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้ทางกฎหมาย TVO ได้รับการจัดกลุ่มให้อยู่ในกลุ่ม "หุ้นปันผลเด่น" (Dividend Cow) การที่บริษัทมีหนี้สินต่ำและมีกระแสเงินสดแข็งแกร่งสะท้อนให้เห็นผ่านประวัติการจ่ายเงินปันผลที่มีระดับ Dividend Yield เฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 6.5 – 7.7 ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา


ตารางที่ 6: ประวัติการจ่ายเงินปันผลของหุ้น TVO ในรอบการดำเนินงาน พ.ศ. 2567 – 2569


รอบปีการบัญชีวันปิดสมุดทะเบียน (XD)อัตราเงินปันผล (บาท/หุ้น)วันที่จ่ายเงินปันผลผลตอบแทนเงินปันผล (%)
256812 มีนาคม พ.ศ. 25691.1714 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

7.73%

256821 สิงหาคม พ.ศ. 25680.804 กันยายน พ.ศ. 2568

6.85%

256713 มีนาคม พ.ศ. 25680.9315 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

7.52%

256722 สิงหาคม พ.ศ. 25670.805 กันยายน พ.ศ. 2567

6.42%

256612 มีนาคม พ.ศ. 25670.6516 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

3.84%

256624 สิงหาคม พ.ศ. 25660.167 กันยายน พ.ศ. 2566

4.39%

บทสรุปเชิงกลยุทธ์และแนวโน้มการเติบโตในอนาคต


จากการวิเคราะห์สภาวะแวดล้อมทางธุรกิจของ บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) สามารถสรุปภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ได้ว่า TVO ยังคงครองความเป็นผู้นำตลาดที่ยากจะสั่นคลอนในอุตสาหกรรมบดสกัดถั่วเหลืองในประเทศไทย การปรับปรุงโรงงานผลิต TVO1 ที่แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2568 จนมีกำลังการผลิตพุ่งขึ้นเป็น 7,000 ตันต่อวัน ย่อมเป็นเครื่องประกันความได้เปรียบเชิงโครงสร้างต้นทุนและขีดความสามารถการตอบสนองความต้องการใช้ในภาคปศุสัตว์ที่คาดว่าจะยังคงเติบโตร้อยละ 5.8 – 6.0 ต่อปีในช่วง พ.ศ. 2568 – 2569

ทางออกเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาโภคภัณฑ์โลกที่ผูกติดกับตลาดชิคาโก (CBOT) และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ได้เริ่มปรากฏเป็นรูปธรรมที่เด่นชัดจากการตัดสินใจของคณะกรรมการบริษัทในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ในการอนุมัติจัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่คือ บริษัท ทีวีโอ โฮลดิ้ง จำกัด การจัดตั้ง Holding Company นี้ถือเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการแสวงหาโอกาสในนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต (Food & Future Food) และเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตรตลอดห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งจะช่วยยกระดับสัดส่วนรายได้จากสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High-value Added Products) ที่ไม่ติดกรอบการขึ้นลงตามราคาถั่วเหลืองโลก

ในระยะสั้นและระยะกลาง TVO จำเป็นต้องนำทักษะด้านการจัดการคลังวัตถุดิบและการวางระบบจองเรือล่วงหน้ามาใช้อย่างรัดกุม เพื่อบรรเทาความเสี่ยงด้านการนำเข้าวัตถุดิบชะงักงันและต้นทุนค่าปรับเรือเสียเวลาอันเนื่องมาจากภาวะสุญญากาศทางกฎหมายของรัฐบาลในต้นปี พ.ศ. 2569 หากบริษัทฯ สามารถนำทางผ่านวิกฤตความผันผวนเชิงกฎระเบียบนี้ไปได้ การบูรณาการโครงสร้างต้นทุนที่มีประสิทธิภาพร่วมกับวิสัยทัศน์ในธุรกิจนวัตกรรมอาหารภายใต้บริษัทโฮลดิ้งที่จัดตั้งขึ้นใหม่ จะยังคงผลักดันให้ TVO เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีการเติบโตอย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีสถานะเป็นหุ้นคุณค่าที่สร้างผลตอบแทนปันผลในระดับสูงแก่ผู้ถือหุ้นได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น