วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569

หนังสือพิมพ์ทันหุ้น วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2569

 

สรุปภาวะตลาดหุ้นไทย (SET Index 22 มิ.ย. 2569)

  • ดัชนีปิดตลาด: อยู่ที่ 1,574.13 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล้กน้อย +1.63 จุด (+0.10%) มูลค่าซื้อขายหนาแน่นรวม 66,899.24 ล้านบาท

  • ทิศทางตลาด: แกว่งตัวในลักษณะ Sideway ทางบวก โดยมีแรงซื้อหลักเข้ามาพยุงจาก กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (วิ่งเด่นรับสัปดาห์ประชุม กนง.) และ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (รับอานิสงส์ตัวเลขส่งออกชิปเกาหลีใต้ขยายตัว) ในขณะที่ภาพรวมดัชนีถูกกดดันจากแรงขายในหุ้น GULF และ THAI ทำให้บวกได้ไม่แรงมาก

📌 เจาะลึกประเด็นเด่นจาก "ทันหุ้นทันเกม" และหน้าสื่อ

1. หุ้นไทยระทึก! โบรกฯ แนะจับตา 2 ปัจจัยใหญ่ (DELTA - ผลประชุม กนง.)

  • ประเด็นสำคัญ: คุณธนเดช รังษีธนานนท์ (Director of Research บล.พาย) ให้มุมมองผ่านทันหุ้นว่า ตลาดช่วงนี้ต้องติดตาม แรงขายปรับน้ำหนักในหุ้น DELTA รวมถึงลุ้น ผลการประชุม กนง. ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ดี คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีรอบนี้จะแกว่งตัวอยู่ที่ 1,560 – 1,580 จุด (โบรกฯ ค่ายหลักอย่าง KS มองกรอบสัปดาห์นี้ 1,550 - 1,600 จุด) บล.เมย์แบงก์เริ่มปรับมุมมองกลุ่มหลักมาเป็น "เท่ากับตลาด" (Neutral)

2. สแกนหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล (Healthcare): ผ่านจุดต่ำสุด Q2/69 ลุ้นครึ่งหลังฟื้นตัว

  • หุ้นเด่น: BH และ PR9

  • มุมมอง: ทาง CGSI และนักวิเคราะห์ประเมินว่า ผลประกอบการของกลุ่มโรงพยาบาลในไตรมาส 2/2569 จะเป็นจุดต่ำสุดของปี (Bottom out) และจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีหลัง แนะนำจัดทัพเลือกสะสมหุ้นที่มีพื้นฐานเด่น โดยมี PR9 และ BDMS (โบรกฯ เคาะเป้า 27 บาท รับกระแส WellEra หนุนโตยาว) เป็นตัวชูโรงที่น่าจับตาในกระดาน

3. ASW (แอสเซทไวส์) แบ็กล็อกภูเก็ตแน่นเป้า 7.50 บาท

  • ประเด็นสำคัญ: หุ้นอสังหาริมทรัพย์ดาวรุ่งอย่าง ASW โบรกเกอร์เริ่มขยับมาให้คำแนะนำซื้อ พร้อมเคาะราคาเป้าหมายรอบนี้ที่ 7.50 บาท ชูจุดเด่นเรื่องยอดขายรอโอน (Backlog) ในพื้นที่ท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ตที่ยังคงหนาแน่นและรับรู้รายได้ต่อเนื่อง

4. หุ้นเด่นเทคนิคอล & บิ๊กดีลน่าจับตาประจำวัน

  • Fast Trade / หุ้นเด่นเทคนิค: บล็อกสแกนแนะนำให้จับตา PR9, OSP และหุ้นบิ๊กแคปที่แรงซื้อเริ่มกลับมามีนัยสำคัญอย่าง COM7 และ TOA

  • Brim (บีกรีม): ได้รับการคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิจากทริสเรทติ้ง (TRIS Rating) ที่ระดับ "A-/Stable" สะท้อนกระแสเงินสดที่มั่นคงจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว

  • CHAO (เจ้าสัว): ประกาศสิ้นสุดโครงการซื้อหุ้นคืนเรียบร้อยแล้ว โดยสามารถเก็บหุ้นเข้าพอร์ตคืนได้ทั้้งหมด 5.95 ล้านหุ้น รวมมูลค่าที่ใช้ไปประมาณ 25.69 ล้านบาท

💰 สินค้าโภคภัณฑ์และทองคำ

  • ราคาทองคำผันผวนหนัก ปิดบวก 700 บาท: สมาคมค้าทองคำปรับราคาระหว่างวันถถี่ถึง 19 ครั้ง โดยปิดตลาดราคาพุ่งกลับขึ้นมาแรง รับข่าวความคืบหน้าเชิงบวกของร่าง MOU สันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่เริ่มคลายความตึงเครียด (ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ย่อตัวลงมาอยู่ที่ราวๆ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ทาง YLG แนะนำว่าหากทองคำย่อตัวไม่หลุดแนว $2,300 - 2,320 (เทียบทองไทยราว 41,010 - 40,530 บาท) เป็นจังหวะเปิดสถานะซื้อเก็งกำไรได้อีกครั้ง

หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2569

 

เจาะลึกข่าวเด่นหน้าหนึ่ง (ข่าวหุ้น 22 มิ.ย. 2569)

1. ด่วน! Singtel ทำบิ๊กล็อต GULF กว่า 2.4 หมื่นล้านบาท

  • สถานการณ์: เกิดธุรกรรมขนาดใหญ่พอร์ตสะเทือน โดย Singtel Global Investment Pte. Ltd. ยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมภูมิภาค ได้ทำรายการเสนอขายหุ้นเดิมแบบบิ๊กล็อต (Secondary Shares Placement) ของหุ้น GULF (บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)) จำนวนรวม 416 ล้านหุ้น (คิดเป็นสัดส่วน 2.78% ของหุ้นทั้งหมด)

  • รายละเอียดทางการเงิน:

    • ราคาเสนอขาย: อยู่ที่ช่วง 58.80 – 60.00 บาทต่อหุ้น (คิดเป็นส่วนลดราว 2.04% – 4.00% จากราคาปิดตลาดวันที่ 22 มิ.ย. ที่ 61.25 บาท)

    • มูลค่ารวมดีล: สูงถึงประมาณ 24,460.8 – 24,960 ล้านบาท

    • ผู้จัดการการจัดจำหน่าย: บล.เกียรตินาคินภัทร (KKPS) และ UBS ร่วมเป็น Joint Bookrunners

  • ผลกระทบต่อตลาด: รายการนี้เป็นการขายหุ้นเดิมของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ ไม่ใช่การเพิ่มทุน จึงไม่มี Price Dilution (ไม่กระทบสัดส่วนกำไรต่อหุ้น) และทาง Singtel มีการติดเงื่อนไขห้ามขายหุ้นเพิ่มอีกเป็นเวลา 90 วัน (Lock-up Period) เพื่อลดแรงกดดันราคา โดยคาดว่าฝั่งคนซื้อคือกลุ่มนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงกลุ่ม Ultra High Net Worth ที่มองอนาคตการเติบโตระยะยาวของ GULF ในธุรกิจ Data Center, Cloud และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

2. กลุ่มแบงก์-ประกัน วิ่งรับ Bond Yield ขาขึ้น (ชู BBL, BLA, TLI)

  • กลุ่มธนาคารพาณิชย์: หุ้น BBL (ธนาคารกรุงเทพ) นำทีมดันตลาดเปิดสัปดาห์พุ่งขึ้นกว่า 2% มาอยู่ที่ 178.50 บาท รับแรงซื้อเก็งกำไรต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ KBANK และ KTB ที่ปรับตัวแดนบวกสลับเข้ามาหนุนดัชนี

  • กลุ่มประกันชีวิต: โบรกฯ แนะจับตา BLA และ TLI ชี้เป้าเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากภาวะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่ม ROI (อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน) ของสินทรัพย์ในพอร์ตประกันให้ดีขึ้นชัดเจน

3. จับตา DELTA เสี่ยงโดนหั่นน้ำหนัก / โบรกฯ ห่วงคุณภาพกำไร Q2/69

  • ประเด็นสำคัญ: หุ้น DELTA เผชิญแรงขายสลับ (แม้ราคาปิดพยุงตัวบวกเล็กน้อย) เนื่องจากความกังวลกรณีเสี่ยงถูกปรับลดน้ำหนักการลงทุนลงเหลือ 10% (คาดเม็ดเงินไหลออกราว 1,400 ล้านบาท) นอกจากนี้ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินว่ากำไรในไตรมาส 2/2569 อาจมีแนวโน้มชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ($QoQ$) แม้ว่าภาพรวมรายปี ($YoY$) จะยังเติบโตได้ดีตามกระแส AI และ Data Center ก็ตาม

4. ข่าวเด่นอุตสาหกรรม & สินค้าโภคภัณฑ์

  • ราคาทองคำในประเทศผันผวนหนัก ดีดแรง 450 บาท: เปิดตลาดต้นสัปดาห์ราคาทองคำแท่งขายออกพุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับ 65,350 บาท รับข่าวดีลสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่เป็นทางการ และกองทุน SPDR เข้าซื้อทองคำเพิ่มอีก 6.57 ตัน

  • เปิดตัวกองทุนใหม่จับเทรนด์ชิปโลก: บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Fund) เกาะกระแสเซมิคอนดักเตอร์ขาขึ้น เปิดขาย IPO กองทุนใหม่ "LHASIASEMICON" (22-29 มิ.ย. 69) เน้นลงทุนใน Global X Asia Semiconductor ETF เพื่อดักเก็บหุ้นผู้นำเทคโนโลยีชิปและ AI ในฝั่งเอเชีย (ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น) ที่ยังมี Forward P/E ต่ำกว่าฝั่งสหรัฐฯ

หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2569

 

ไฮไลต์ข่าวเด่น / ข่าวหน้าหนึ่ง (ข่าวสด 22 มิ.ย. 2569)

1. บุกรวบ "โอปป้าเกาหลี" คาสตูดิโอ โพสต์คลิปลามกลง X ค้นห้องเจอยาเสพติดอื้อ

  • ประเด็นข่าว: สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ร่วมกับชุดสืบสวน บุกเข้าจับกุมชายสัญชาติเกาหลีใต้ คาคอนโดหรูย่านใจกลางเมือง หลังสืบทราบว่าเป็นเจ้าของบัญชีลามกชื่อดังบนแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์) ที่มีพฤติการณ์ถ่ายทำและโพสต์คลิปลามกอนาจารเพื่อเรียกเก็บสมาชิกรายเดือน

  • ของกลางเพิ่มเติม: จากการตรวจค้นภายในห้องพัก เจ้าหน้าที่ถึงกับผงะเนื่องจากพบสารตั้งต้นและยาเสพติดประเภท "พ็อตเค" รวมถึงยาเคตามีนและไอซ์อีกเป็นจำนวนมาก ล่าสุดคุมตัวดำเนินคดีพร้อมขยายผลหาเครือข่ายส่งสัญญาณกวาดล้างทุนสีเทาข้ามชาติ

2. ทลายขบวนการกลุ่มลับ! รวบสาวประเภทสองลวงเด็กถ่ายคลิปขายออนไลน์

  • ประเด็นข่าว: ตำรวจชุดพิทักษ์เด็กและสตรี บุกรวบตัวผู้ต้องหาเป็นสาวประเภทสอง มีพฤติการณ์ล่อลวงเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปี เข้ามาทำอนาจารและล่วงละเมิดทางเพศ ก่อนจะตั้งกล้องถ่ายคลิปวิดีโอเพื่อนำไปโพสต์ขายในกลุ่มลับเฉพาะ ถือเป็นคดีใหญ่ทำลายอนาคตเยาวชนที่กองปราบฯ เร่งเช็กบิลในรอบวัน

3. "รัฐบาลหนู" เปิดศึกการเมือง: "อนุทิน" ฟาดกลับ "ไอซ์ รักชนก" ปมปะทะคารม

  • ประเด็นข่าว: ประเด็นการเมืองร้อนแรงบนหน้าหนึ่ง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาให้สัมภาษณ์โต้กลับ น.ส.รักชนก ศรีนอก (สส.พรรคก้าวไกล) อย่างดุเดือดเกี่ยวกับประเด็นความขัดแย้งในการทำงานและการอภิปรายในสภา โดยมีประโยคเด็ดหลุดออกมาในทำนองว่า "จะขึ้นเทศน์ก็ล้างเท้าให้สะอาด" ทำเอาบรรยากาศทางการเมืองช่วงต้นสัปดาห์เดือดขึ้นมาทันที

4. อุบัติเหตุระทึก: ชายวัย 82 พลาดเหยียบคันเร่ง ขับรถ EV พุ่งทะลุร้านสะดวกซื้อที่สัตหีบ

  • ประเด็นข่าว: เกิดเหตุระทึกขวัญที่ซอยเขาคันธมาทน์ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อชายชราอายุ 82 ปี ขับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ตั้งใจจะแวะซื้อของหลังกลับจากวัด แต่ระหว่างเข้าจอดเกิดอาการตกใจและเหยียบพลาดไปกดคันเร่งแทนเบรก ส่งผลให้รถพุ่งทะลุกระจกเข้าไปในร้านสะดวกซื้อพังยับเยิน มีพนักงานและลูกค้าบาดเจ็บทันที 3 ราย

💰 ข่าวเศรษฐกิจ ปากท้อง และราคาสินค้า

  • ราคาทองคำผันผวนหนัก 19 ครั้ง พุ่งพรวด! ตลาดทองคำในประเทศวันนี้ทำเอานักลงทุนนั่งไม่ติด สมาคมค้าทองคำประกาศปรับราคาระหว่างวันถัดถี่ถึง 19 ครั้ง สรุปปิดตลาดเปิดฉากสัปดาห์ปรับบวกเพิ่มขึ้นถึง 700 บาท ส่งผลให้ทองคำแท่งขายออกพุ่งกลับมาอยู่ที่ 65,600 บาท และทองรูปพรรณขายออกแตะ 66,400 บาท โดยมีปัจจัยหนุนจากความตึงเครียดระดับภูมิภาคและการพักฐานของดอลลาร์ชั่วคราว

  • เตือนภัยพายุฤดูร้อนกระหน่ำ: ร้านค้าและร้านชาบูในพื้นที่ภาคอีสาน (โดยเฉพาะร้อยเอ็ด) โดนพายุฝนและลมกระโชกพัดกันสาดและข้าวของพังเสียหายหลายจุด กรมอุตุฯ เตือนเฝ้าระวังฝนตกหนักต่อเนื่องช่วงต้นสัปดาห์นี้ครับ

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569

MTC บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)

 

รายงานการวิเคราะห์หลักทรัพย์เชิงลึก: โครงสร้างการดำเนินธุรกิจ เสถียรภาพทางการเงิน และแผนยุทธศาสตร์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)


วิวัฒนาการเชิงโครงสร้าง โครงสร้างธุรกิจ และกลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเงิน


บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ดำเนินธุรกิจเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อทะเบียนรถและสินเชื่อส่วนบุคคลรายใหญ่ของประเทศไทยในฐานะบริษัทมหาชนจำกัด นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการขยายการให้บริการสินเชื่อไปยังภาคใต้โดยปักหมุดสาขาแรกที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มบริษัทฯ ได้รับการยอมรับในฐานะผู้ขับเคลื่อนบริการทางการเงินระดับฐานรากที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ. 2562 บริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการขยายพอร์ตการดำเนินงานสู่สินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน

เพื่อตอบสนองต่อพลวัตทางการตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปและสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครอบคลุม กลุ่มบริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดตั้งบริษัทย่อยสามรายเพื่อสนับสนุนธุรกิจหลักอย่างเป็นรูปธรรม โดยบริษัทย่อยแห่งแรกคือ บริษัท เมืองไทยลิสซิ่ง อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (MTLI) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 โดย MTC ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 99.99 เพื่อประกอบธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัย พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์และรถยนต์ ตลอดจนประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ถัดมาคือ บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจประเภทสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่ และบริษัท เมืองไทย เพย์ เลเทอร์ จำกัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการสินเชื่อสำหรับการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปและสินค้าเพื่อการพัฒนาผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้การที่บริษัทฯ มีพันธมิตรระดับโลกถึงสองแห่ง ได้แก่ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) และ ธนาคาร ซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น (SMBC) ยิ่งช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านแหล่งเงินทุนและยกระดับธรรมาภิบาลในระดับสากล

กลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลักของ MTC มีการจัดแบ่งตามเงื่อนไขของกฎหมายและเกณฑ์การควบคุมความเสี่ยงของหลักประกันอย่างรัดกุม โดยโครงสร้างผลิตภัณฑ์ของกลุ่มบริษัทฯ สามารถแสดงรายละเอียดได้ดังต่อไปนี้:


ตารางที่ 1: โครงสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงินและอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายของ MTC

ประเภทผลิตภัณฑ์ทางการเงินลักษณะของหลักประกันเกณฑ์เพดานอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขตามกฎหมาย

สินเชื่อทะเบียนรถ

[cite: 3]

รถจักรยานยนต์, รถยนต์, รถกระบะ, รถเพื่อการเกษตร

ดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 24 ต่อปี ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย

สินเชื่อโฉนดที่ดิน

[cite: 3]

โฉนดที่ดินตัวจริง

ดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี โดยพิจารณาวงเงินตามสัดส่วนมูลค่าที่ดินประเมิน

สินเชื่อส่วนบุคคล

[cite: 3]

ไม่มีหลักประกัน

ดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 25 ต่อปี สงวนสิทธิ์เฉพาะลูกค้าเก่าที่มีประวัติผ่อนชำระดีเยี่ยม

สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์

[cite: 3]

ไม่มีหลักประกันเพื่อการประกอบอาชีพ

ดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 33 ต่อปี มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพรายย่อย

กลไกการกระจายความเสี่ยงในโครงสร้างผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสะท้อนว่า MTC มุ่งเน้นไปที่สินเชื่อทะเบียนรถซึ่งเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกันเป็นแกนหลักเพื่อควบคุมความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ ขณะที่สินเชื่อไม่มีหลักประกันอย่างสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์จะถูกคัดกรองอย่างเข้มงวด โดยจำกัดสิทธิ์เฉพาะลูกค้าเดิมที่มีข้อมูลพฤติกรรมการผ่อนชำระในอดีต (Internal Track Record) ที่มีระดับคะแนนความเสี่ยงต่ำเท่านั้น วิธีการนี้ทำให้กลุ่มบริษัทฯ สามารถประเมินความสามารถในการชำระหนี้ได้แม่นยำกว่าการพึ่งพาข้อมูลภายนอกเพียงอย่างเดียว


การวิเคราะห์ผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินเชิงลึก (พ.ศ. 2565 - พ.ศ. 2569)


การเติบโตทางด้านฐานะการเงินของ MTC ตลอดหลายปีที่ผ่านมาสะท้อนความสามารถในการขยายพอร์ตสินเชื่อควบคู่กับการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) แม้ว่าค่าครองชีพและภาวะหนี้ครัวเรือนของกลุ่มเป้าหมายจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม


ตารางที่ 2: สรุปข้อมูลฐานะการเงินและผลการดำเนินงานย้อนหลังของ MTC (พ.ศ. 2565 - พ.ศ. 2569)

รายการบัญชีและอัตราส่วนการเงิน (หน่วย: ล้านบาท)ปี พ.ศ. 2565ปี พ.ศ. 2566ปี พ.ศ. 2567ปี พ.ศ. 2568ไตรมาส 1/2569

สินทรัพย์รวม

[cite: 8, 9]

128,066.20150,155.94170,846.05192,382.00195,184.00

หนี้สินรวม

[cite: 8, 9]

98,975.60118,239.15133,892.88149,464.00150,269.00

ส่วนของผู้ถือหุ้น

[cite: 8, 9]

29,090.6031,916.8036,953.1742,919.0044,915.00

รายได้รวมทั้งหมด

[cite: 8, 9]

20,068.4924,526.1827,902.2830,739.007,937.00

รายได้ดอกเบี้ยและเช่าซื้อ

[cite: 9]

19,199.0023,500.0026,956.0030,010.007,756.00

รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ

[cite: 9]

792.00921.00781.00572.00148.00

รายได้อื่น

[cite: 9]

77.00104.00165.00157.0033.00

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (SG&A)

[cite: 9]

8,069.009,702.0010,790.0011,759.00-

กำไรสุทธิ

[cite: 9]

5,093.094,906.475,867.316,723.001,823.00

กำไรต่อหุ้น (EPS) (บาท)

[cite: 9]

2.402.312.773.170.86

อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA)

[cite: 9]

8.10%7.18%7.77%8.03%8.15%

อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE)

[cite: 9]

18.88%16.08%17.04%16.84%16.72%

อัตรากำไรสุทธิ (NPM)

[cite: 9]

25.38%20.01%21.03%21.87%22.97%

อัตราหนี้เสีย (NPL Ratio)

[cite: 7, 10]

---2.53%2.57%

อัตราส่วนการตั้งสำรอง (Coverage Ratio)

[cite: 7, 10]

---142.99%143.86%

อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio)

[cite: 7, 10]

---3.48x3.35x

ในปี พ.ศ. 2568 (ปี ค.ศ. 2025) พอร์ตสินเชื่อรวมของบริษัทฯ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 183,222 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 11.56 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยสร้างรายได้รวมได้ 30,739 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.17 และมีกำไรสุทธิ 6,723 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นร้อยละ 14.59 จากช่วงเดียวกันของปีพ.ศ. 2567 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดในอัตรา 0.29 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569 และกำหนดจ่ายในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นไปตามกรอบนโยบายการจัดสรรเงินปันผลไม่เกินร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิ

ผลงานในไตรมาสที่ 1 ของปี พ.ศ. 2569 (ปี ค.ศ. 2026) แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถการทำกำไรที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยรายงานรายได้รวมจำนวน 7,937 ล้านบาท และทำกำไรสุทธิระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (New High) ที่ 1,823 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.03 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีก่อนหน้า การเติบโตของพอร์ตสินเชื่อรวมขยายตัวได้ร้อยละ 9.80 แตะระดับ 183,986 ล้านบาท ซึ่งสามารถควบคุมอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) ให้อยู่ในระดับต่ำเพียงร้อยละ 2.57 และเพิ่มระดับอัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) สูงขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 143.86 ขณะเดียวกันโครงสร้างหนี้สินต่อทุนมีการปรับตัวดีขึ้นสู่ระดับ 3.35 เท่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทฯ ให้น้ำหนักกับการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์และบริหารจัดการต้นทุนค่าใช้จ่ายอย่างสมดุล


แผนการดำเนินงาน 3 ปีตามกรอบ JUMP+ และเป้าหมายทางการเงินปี พ.ศ. 2569


บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ได้รับการอนุมัติเข้าร่วมโครงการ "JUMP+" ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าองค์กรเชิงกลยุทธ์ (Corporate Value Up) ภายใต้การนำของ นายปริทัศน์ เพชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร กรอบแผนการดำเนินงาน 3 ปี (พ.ศ. 2569 - 2571) มุ่งเน้นการบูรณาการเป้าหมายเชิงพาณิชย์ควบคู่ไปกับการบริหารธรรมาภิบาลและการตอบสนองต่อสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ


ตารางที่ 3: เป้าหมายและตัวเลขทางการเงินที่สำคัญตามแผนกลยุทธ์ พ.ศ. 2569 - 2571

มิติเชิงกลยุทธ์และตัวชี้วัดเป้าหมายตัวเลขปีฐาน พ.ศ. 2568เป้าหมายทางการเงินปี พ.ศ. 2569เป้าหมายปลายทางปี พ.ศ. 2571

อัตราการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ

[cite: 7, 18]

11.56%10.00% - 15.00%

อัตราการเติบโตแบบท้าทาย $CAGR = 12\%$

[cite: 4]

เป้าหมายรายได้รวมสะสม

[cite: 4, 7]

30,739.00 ล้านบาทประมาณการ 34,000.00 ล้านบาท

43,000.00 ล้านบาท

อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้

[cite: 18]

47.86%47.00% - 48.00%มีแนวโน้มลดลงจากการประยุกต์ใช้ AI

อัตราหนี้เสีย (NPL Ratio)

[cite: 10, 18]

2.53%ไม่เกิน 2.55%รักษาไว้ให้อยู่ภายใต้กรอบการควบคุมที่รัดกุม

อัตราส่วนค่าใช้จ่ายสำรอง (Credit Cost)

[cite: 18]

2.57%ไม่เกิน 2.60%มุ่งเน้นการคัดกรองหนี้ที่มีหลักประกันคุณภาพ

อัตราส่วนการตั้งสำรอง (Coverage Ratio)

[cite: 10, 18]

142.99%ไม่ต่ำกว่า 140.00%มีเสถียรภาพสอดคล้องกับมาตรฐานบัญชีใหม่

จำนวนการเปิดสาขาใหม่สะสม

[cite: 7, 18]

เพิ่มขึ้น 502 แห่ง (สะสม 8,673)

เพิ่มขึ้นประมาณ 300 - 400 แห่ง

เป้าหมายรวมสะสมประมาณ 9,000 แห่ง

การปรับตัวในแผนธุรกิจปี พ.ศ. 2569 มีความแตกต่างจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากบริษัทฯ ตัดสินใจชะลอการขยายสาขาทางกายภาพ จากเดิมที่เคยเปิดสาขาสูงเฉลี่ยปีละกว่า 570 - 600 แห่ง หันมาใช้นโยบายควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพของสาขาที่มีอยู่ (Asset Productivity Enhancement) เนื่องจากปัจจุบันจำนวนสาขาครอบคลุมทำเลเป้าหมายอย่างพอเพียงแล้ว ในทางกลับกัน MTC จะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ตลอดจนเปลี่ยนผ่านระบบการทำงานสู่รูปแบบไร้กระดาษ (Paperless Process) และการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftops) ตามสาขาเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ควบคู่กับการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

ด้านความหลากหลายของแหล่งเงินทุน (Funding Strategy) MTC มีโครงสร้างที่แข็งแกร่งด้วยการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ A- โดย Fitch Ratings บริษัทฯ มีแผนรีไฟแนนซ์ภาระหนี้สินเดิมมูลค่ารวมกว่า 40,000 ล้านบาท (ซึ่งประกอบด้วยหุ้นกู้ 30,000 ล้านบาท และเงินกู้สถาบันการเงิน 10,000 ล้านบาท) ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยลงมาอยู่ที่ร้อยละ 4.45 (ลดลงประมาณ 100 bps) นอกจากนี้ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 บริษัทฯ ได้มีการเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่รวม 4 รุ่นเพื่อล็อคต้นทุนดอกเบี้ยในสภาวะตลาดผันผวน


ตารางที่ 4: โครงสร้างอายุและอัตราดอกเบี้ยคงที่ของหุ้นกู้ MTC เสนอขาย พ.ศ. 2569

รุ่นหุ้นกู้ที่เสนอขายอายุตราสารหนี้เฉลี่ยเกณฑ์อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี (ร้อยละ)

หุ้นกู้ชุดที่ 1

[cite: 19]

3 ปี2.85%

หุ้นกู้ชุดที่ 2

[cite: 19]

3 ปี 11 เดือน 29 วัน3.00% - 3.10%

หุ้นกู้ชุดที่ 3

[cite: 19]

5 ปี 11 เดือน 26 วัน3.35% - 3.45%

หุ้นกู้ชุดที่ 4

[cite: 19]

8 ปี 1 วัน3.85% - 3.95%

เสถียรภาพทางด้านเงินทุนนี้สะท้อนให้เห็นว่า MTC มีความสามารถในการจัดหาแหล่งสภาพคล่องที่ยืดหยุ่นภายใต้ข้อตกลงสิทธิหุ้นกู้ (Debt Covenant) ที่กำหนดให้รักษาอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนไม่เกิน 7.0 เท่า ขณะที่ตัวเลขจริงในปัจจุบันอยู่ที่เพียง 3.35 - 3.48 เท่าเท่านั้น จึงส่งผลให้บริษัทฯ ปราศจากความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้หรือปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน

การวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงแข่งขันและการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในกลุ่มอุตสาหกรรม

การเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างระหว่าง MTC กับผู้ให้บริการรายใหญ่สองราย ได้แก่ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SAWAD) และ บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (TIDLOR) แสดงถึงตำแหน่งทางการตลาดและความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่แตกต่างกันของแต่ละองค์กร


ตารางที่ 5: การวิเคราะห์โครงสร้างงบการเงินและอัตราส่วนสำคัญระหว่างคู่แข่ง พ.ศ. 2568 - พ.ศ. 2569

ตัวชี้วัดเชิงเปรียบเทียบ (หน่วย: ล้านบาท)MTCSAWADTIDLOR
ขนาดสินทรัพย์รวม (Q1/2569)

195,184.00

106,835.02

113,304.81

หนี้สินรวมทั้งหมด (Q1/2569)

150,269.00

64,545.90

77,229.63

ส่วนของผู้ถือหุ้น (Q1/2569)

44,915.00

42,289.12

35,887.62

ขนาดพอร์ตสินเชื่อคงค้าง

183,986.00 (Q1/2569)

92,884.56 (Q1/2569)

109,585.58 (สิ้นปี พ.ศ. 2568)

รายได้รวมเฉลี่ยรายไตรมาส (Q1/2569)

7,937.00

4,832.33

6,100.00 (ประมาณการ)

กำไรสุทธิเฉลี่ย (Q1/2569)

1,823.00

1,328.00

1,613.74

อัตราส่วนหนี้เสีย (NPL Ratio)

2.57% (Q1/2569)

3.79% (สิ้นปี พ.ศ. 2568)

1.47% (Q1/2569)

โครงสร้างความเสี่ยงของพอร์ตหลัก

เน้นรถจักรยานยนต์ที่มี Yield สูง

กระจายในที่ดิน (31%) เช่าซื้อ (26%) รถยนต์ (25%)

เน้นรถสี่ล้อ (62%) รถอื่นๆ (22%) และรถสองล้อ (15%)

บทบาทกลุ่มธุรกิจนายหน้าประกันภัย

ต่ำมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

เติบโตปานกลางตามฐานสาขา

สูงมากและเป็นกลไกสร้างกำไรหลัก

จากการเปรียบเทียบในแง่ของโครงสร้างพอร์ตและการบริหารต้นทุน MTC ถือเป็นผู้เล่นที่มีพอร์ตสินเชื่อขนาดใหญ่ที่สุดซึ่งสร้างผลลัพธ์การประหยัดต่อขนาดได้เป็นอย่างดี โดย MTC มีอัตราดอกเบี้ยรับและอัตราผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อ (Yield) ในระดับที่สูงกว่าคู่แข่งจากการเป็นผู้นำตลาดในพอร์ตรถจักรยานยนต์ ขณะที่ SAWAD ปรับสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อจำกัดความผันผวนของค่าเสื่อมสภาพยานพาหนะ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยรับเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 18-19 ส่วน TIDLOR มุ่งเน้นรถสี่ล้อและรถบรรทุกเป็นหลักโดยใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มประกันภัยในการเพิ่มฐานกำไรสุทธิแทนการเปิดสาขาแบบดั้งเดิม

ทางด้านการควบคุมคุณภาพหนี้ แม้ว่า TIDLOR จะมีอัตราหนี้เสีย (NPL Ratio) ต่ำที่สุดที่ร้อยละ 1.47 ในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 จากนโยบายการคัดเลือกกลุ่มลูกหนี้รถยนต์สี่ล้อที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า แต่ MTC ก็ได้รับการประเมินจากหลายสถาบันการเงินชั้นนำ เช่น บล.ฟินันเซีย ไซรัส และ บล.พาย อินเตอร์เนชั่นแนล ว่ามีความโดดเด่นสูงสุดในแง่ของแนวโน้มการฟื้นตัวของพอร์ตสินเชื่อและประสิทธิภาพของการจัดเก็บหนี้ โดยเฉพาะความสำเร็จในการคุมอัตราหนี้เสียให้อยู่ในสัดส่วนเพียงร้อยละ 2.57 ซึ่งเมื่อพิจารณาสัดส่วนหนี้เสียดังกล่าวเทียบกับคู่แข่งทางตรงอย่าง SAWAD ที่มีอัตราส่วนหนี้เสียปรับเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 3.79 ส่งผลให้คุณภาพพอร์ตสินเชื่อโดยรวมของ MTC แข็งแกร่งและมีความตึงตัวน้อยกว่าในระยะยาว


มุมมองพฤติกรรมผู้บริโภค ประสบการณ์งานบริการ และความพึงพอใจเชิงปฏิบัติการ


การสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคและเสียงสะท้อนจากกลุ่มผู้ใช้บริการจริงบนช่องทางสังคมออนไลน์ เช่น Pantip แสดงให้เห็นภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งของ MTC ในด้านความรวดเร็วของการพิจารณาอนุมัติและการรับเงินกู้ด่วน ภายใต้สโลแกนการดำเนินงาน "บริการใกล้ชิด ดุจญาติมิตรที่รู้ใจ" พนักงานประจำสาขาส่วนใหญ่ได้รับการชื่นชมในมิติของการให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ดี ในแง่การปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภค ยังมีประเด็นท้าทายเชิงปฏิบัติการที่ถูกระบุไว้ในกลุ่มผู้ใช้บริการ ดังนี้:

  • กลยุทธ์การเสนอสินเชื่อเพิ่มเติม (Debt Cross-Selling / Top-up): เมื่อลูกค้าเดินทางเข้ามาติดต่อเพื่อดำเนินการปิดบัญชีหรือผ่อนชำระงวดสุดท้ายเสร็จสิ้น พนักงานประจำสาขามักเสนอสินเชื่อเพิ่มเติมหรือสัญญาเงินกู้ฉบับใหม่ (Refinance/Top-up) ทันที ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการขายประจำสาขา ผู้ใช้บริการที่มีเป้าหมายปลดภาระหนี้จึงจำเป็นต้องแสดงจุดประสงค์อย่างแน่วแน่ในการปฏิเสธข้อเสนอเพื่อไม่ให้เป็นการสร้างวงจรหนี้สินเกินความจำเป็น

  • การเช็คค่างวดผ่านช่องทางดิจิทัล: กลุ่มลูกค้าปัจจุบันเปลี่ยนผ่านการตรวจสอบยอดชำระเงินจากการพึ่งพาเอกสารกระดาษไปสู่การใช้งานผ่านระบบแอปพลิเคชันมือถือของเมืองไทยแคปปิตอลซึ่งเพิ่มความคล่องตัวในการตรวจสอบข้อมูลยอดคงเหลือและการจ่ายชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ด

  • เกณฑ์การตรวจสอบเครดิตและแบล็คลิส: ผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน (เช่น วงเงินสินเชื่อ MTC 5,000 บาท) ซึ่งมีเงื่อนไขระยะเวลาการผ่อนชำระสูงสุด 36 เดือน ถูกกำหนดพฤติกรรมการปล่อยกู้ไว้อย่างชัดเจนว่าไม่พึ่งพาการตรวจเครดิตบูโร (Credit Bureau) สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีผลงานการจ่ายตรงเวลาในระบบข้อมูลภายในของทางบริษัทฯ เท่านั้น ทว่า ระบบจะทำการคัดกรองอย่างเข้มงวดโดยจะต้องไม่มีสถานะติดแบล็คลิส (Blacklist) หรือมีปัญหาหนี้ค้างชำระค้างเก่านอกเกณฑ์กับทางกลุ่ม MTC เองเป็นสำคัญ

แนวทางปฏิบัติในการเข้าถึงลูกค้าโดยไม่พึ่งพิงข้อมูลเครดิตบูโรภายนอกทำให้กลุ่มรากหญ้า เกษตรกร และกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งไม่มีหลักฐานแสดงรายได้ในระบบสถาบันการเงินหลัก สามารถหลีกเลี่ยงการกู้ยืมนอกระบบและเข้าสู่ระบบการเงินที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น


บทสรุปเชิงรุกและข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์เพื่อการลงทุน


การวิเคราะห์ฐานะทางการเงินและแผนยุทธศาสตร์ 3 ปีตามกรอบโครงการ JUMP+ ของ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) นำไปสู่ข้อสรุปเชิงรุกที่สำคัญสำหรับผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบาย ดังนี้:

  • เสถียรภาพของการบริหารจัดการความเสี่ยงและต้นทุนการเงิน: ด้วยอันดับความน่าเชื่อถือระดับ A- โดย Fitch Ratings และนโยบายการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างหนี้สินเดิมมูลค่า 40,000 ล้านบาทไปสู่หุ้นกู้ชุดใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยต่ำลง ส่งผลให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของ MTC มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นประมาณ 9 bps และเป็นการปิดความเสี่ยงเชิงสภาพคล่องในระยะยาวได้อย่างสมบูรณ์ภายใต้ระดับ D/E Ratio ที่ต่ำเพียง 3.35 เท่า

  • จุดเปลี่ยนจากการเติบโตด้วยสาขาสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี: การปรับตัวโดยการจำกัดจำนวนการเปิดสาขาใหม่ให้อยู่ที่ประมาณ 300 - 400 แห่งต่อปีเพื่อลดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost-to-Income) อยู่ในเกณฑ์ร้อยละ 47-48 และเปลี่ยนผ่านกระบวนการตรวจสอบสาขาสู่ระบบดิจิทัล (Digital Audit Framework) ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ JUMP+ จะช่วยลดอัตราความผิดพลาดเชิงปฏิบัติการและการเกิดหนี้เสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการประหยัดค่าใช้จ่ายสำรอง (Credit Cost) ต่ำกว่าระดับร้อยละ 2.60

  • โอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนระดับสูง: นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันการเงินได้ประเมินมูลค่าหุ้นพื้นฐานของ MTC ไว้ที่ระดับ 44.00 - 48.00 บาท โดยมองว่า P/E ในปัจจุบันมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิเฉลี่ยสะสม (CAGR) จะทรงตัวได้อย่างแข็งแกร่งในระดับร้อยละ 12 - 16 ในช่วงปี พ.ศ. 2569 - 2571 ซึ่งนับว่าเป็นอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิที่โดดเด่นและมีความมั่นคงสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมไมโครไฟแนนซ์ในประเทศไทยทั้งหมด

โดยภาพรวม MTC แสดงศักยภาพในการเป็นผู้ให้บริการทางการเงินที่มีธรรมาภิบาลและความยั่งยืน โดยสามารถบริหารจัดการคุณภาพของพอร์ตสินเชื่อและรักษาสมดุลของเสถียรภาพทางการเงินได้อย่างดีเยี่ยมภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่มีความตึงตัวสูง