วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569

UVAN บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน)

 

รายงานการวิเคราะห์เชิงลึก: โครงสร้างอุตสาหกรรม ศักยภาพทางการเงิน และทิศทางการเติบโตเชิงกลยุทธ์ของ บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน)


โครงสร้างและห่วงโซ่คุณค่าขององค์กรในบริบทอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน


บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) หรือ UVAN เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในประเทศไทย โดยก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2511 และได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 ในราคาเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ 31.00 บาทต่อหุ้น ณ มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 5.00 บาท ก่อนจะปรับพาร์เป็น 0.50 บาทต่อหุ้นในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2556 โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินในขณะนั้น การบริหารงานหลักอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายแฮรี่ บร็อค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมกับนายณัฐพงศ์ ดัชณาภิรมณ์ ผู้รับผิดชอบสูงสุดในสายงานบัญชีและการเงิน และผู้สอบบัญชีประจำปี พ.ศ. 2569 คือนายกฤษณ์ ชัชวาลวงศ์ จากบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด สำนักงานใหญ่ของบริษัทตั้งอยู่เลขที่ 258 ถนนอ่าวลึก-แหลมสัก ตำบลอ่าวลึกใต้ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ใจกลางแหล่งเพาะปลูกปาล์มน้ำมันของไทย

โครงสร้างการผลิตของบริษัทขับเคลื่อนผ่านพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมัน 37,008 ไร่ มีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบจำนวน 5 แห่ง และโรงงานสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์มดิบ 2 แห่ง โดยมีกำลังการผลิตรวมกันอยู่ที่ 240 ตันปาล์มต่อชั่วโมง ควบคู่ไปกับโรงงานบีบน้ำมันเมล็ดในปาล์มดิบ 2 โรง ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมเท่ากับ 340 ตัน นอกเหนือจากการสกัดน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันเมล็ดในปาล์มดิบเพื่อจำหน่ายแก่โรงกลั่นทั้งในและต่างประเทศแล้ว บริษัทยังดำเนินธุรกิจผลิตเมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมันและต้นกล้าพันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมจำหน่ายให้แก่เกษตรกร และมีการต่อยอดห่วงโซ่คุณค่าโดยนำน้ำเสียจากกระบวนการผลิตมาผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อป้อนเข้าสู่โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าขนาด 950 กิโลวัตต์จำนวน 2 โรง ซึ่งเริ่มลงทุนในปี พ.ศ. 2550 ด้วยงบประมาณ 222 ล้านบาท ก่อนจะขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 2 เมกะวัตต์ในปี พ.ศ. 2551 ด้วยเงินลงทุน 308 ล้านบาท เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

เมื่อเปรียบเทียบในเชิงอุตสาหกรรมร่วมกับคู่แข่งรายอื่นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น บริษัท ชุมพรอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) หรือ CPI ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันแบรนด์ "ลีลา" ที่มีสวนปาล์มกว่า 20,000 ไร่และกำลังการสกัด 756,000 ตันต่อปี หรือบริษัท วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ VPO และบริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) หรือ UPOIC จะพบว่า UVAN มีความได้เปรียบเชิงขนาดและการรักษาวงจรเงินสดที่โดดเด่นกว่า นอกจากนี้ ในฐานะหลักทรัพย์กลุ่มธุรกิจการเกษตร บริษัทยังมักถูกเปรียบเทียบเชิงมูลค่าและประสิทธิภาพการดำเนินงานร่วมกับบริษัทอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มแปรรูปของไทย เช่น GFPT, PRG, TVO, และ Thai Coconut เป็นต้น


การวิเคราะห์ฐานะทางการเงินและโครงสร้างสินทรัพย์ย้อนหลัง


จากการวิเคราะห์งบการเงินรวมของบริษัทในช่วงปี พ.ศ. 2566 ถึงไตรมาสที่ 1 พ.ศ. 2569 พบว่าโครงสร้างทางการเงินของบริษัทมีความเสถียรภาพสูงและปราศจากความเสี่ยงด้านภาระหนี้สิน โดยหนี้สินรวมของบริษัทอยู่ในระดับต่ำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ($D/E$ Ratio) แกว่งตัวในระดับต่ำเพียง 0.10 ถึง 0.13 เท่า สินทรัพย์รวมของบริษัทขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากระดับ 5,154.23 ล้านบาท ณ สิ้นปี พ.ศ. 2566 ขึ้นมาอยู่ที่ 6,523.92 ล้านบาท ณ สิ้นปี พ.ศ. 2568 และแตะระดับ 6,898.23 ล้านบาท ณ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569 คิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.74 จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่หนี้สินรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 29.94 มาอยู่ที่ 792.75 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569

ตารางที่ 1 แสดงข้อมูลฐานะทางการเงินและสภาพคล่องสะสมของบริษัท:

บัญชีทางการเงินที่สำคัญ (หน่วย: ล้านบาท)งบปี 2566งบปี 2567งบปี 2568ไตรมาส 1/2569
สินทรัพย์รวม5,154.235,620.766,523.926,898.23
หนี้สินรวม526.28568.63610.08792.75
ส่วนของผู้ถือหุ้น4,377.014,803.435,569.785,776.76
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด1,191.61694.221,341.02

1,961.76

ลูกหนี้และตั๋วเงินรับการค้าสุทธิ636.96626.26

445.19

617.22
สินค้าคงเหลือ480.13957.09

1,221.39

ไม่มีข้อมูล

การเติบโตของสินทรัพย์รวมสะท้อนถึงการสะสมสภาพคล่องอย่างรวดเร็ว โดยเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดพุ่งขึ้นแตะระดับ 1,961.76 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 1,341.02 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2568 ในมิติของการจัดการสินค้าคงเหลือ พบว่าสินค้าคงเหลือปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 480.13 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2566 เป็น 1,221.39 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2568 สอดคล้องกับพฤติกรรมการกักตุนสินค้าคงคลังเพื่อเก็งกำไรและสำรองความต้องการใช้วัตถุดิบในช่วงที่อุปทานน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกประสบความผันผวน ด้านลูกหนี้การค้าและตั๋วเงินรับการค้าสุทธิถูกควบคุมอย่างรัดกุมที่ 445.19 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2568 ก่อนจะปรับเพิ่มเป็น 617.22 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 ตามปริมาณยอดจำหน่ายที่ขยายตัว


การเติบโตในประเทศฟิลิปปินส์และการบริหารห่วงโซ่อุปทานทดแทน


ในระดับการดำเนินงานภายในประเทศ บริษัทเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างของพื้นที่สัมปทานในไทยที่ลดลงเนื่องจากการหมดอายุของสัญญาเช่าพื้นที่ป่าไม้ของรัฐและการบุกรุกพื้นที่ ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานสวนปาล์มในประเทศลดลงร้อยละ 11.79 ในปี พ.ศ. 2567 และลดลงร้อยละ 25.80 ในปี พ.ศ. 2568 ยอดจำหน่ายต้นกล้าปาล์มน้ำมันได้รับผลกระทบจากภัยแล้งของปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงก่อนหน้าทำให้ปริมาณจำหน่ายลดลงร้อยละ 32.0 ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2568 เนื่องจากลูกค้าชะลอการรับมอบสินค้า

เพื่อชดเชยข้อจำกัดดังกล่าว บริษัทได้จัดตั้งโครงการส่งเสริมการปลูกปาล์มและร่วมลงทุนตั้งบริษัทย่อยคือ "บริษัท ยูนิ วานิช คาร์เมน ปาล์ม ออยล์ จำกัด" (Univanich Carmen Palm Oil) ในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งกลายมาเป็นปัจจัยขับเคลื่อนกำไรในระดับภูมิภาค โครงสร้างผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยนี้เติบโตในอัตราที่สูงมาก โดยในปี พ.ศ. 2568 ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมทุนในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 180.26 และในไตรมาสที่ 1 พ.ศ. 2569 ส่วนแบ่งกำไรพุ่งขึ้นเป็น 39.33 ล้านบาท เทียบกับ 12.30 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ความสำเร็จนี้มีปัจจัยผลักดันจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณขายน้ำมันปาล์มดิบ อัตราการสกัดน้ำมันปาล์มดิบ (OER) ที่ได้รับการปรับปรุงขึ้น และการเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์ของโรงงานสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์มแห่งใหม่ในฟิลิปปินส์ ซึ่งช่วยขยายกำไรส่วนเพิ่มได้อย่างแข็งแกร่ง

นอกจากนี้ ตลาดเมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมันของบริษัทได้รับการฟื้นตัวอย่างมหาศาล โดยปริมาณขายเมล็ดพันธุ์เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 90.9 ในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นผลมาจากแรงซื้อของกลุ่มลูกค้าหลักในประเทศอินเดียที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรภายในประเทศอย่างก้าวนัยสำคัญ


ผลกระทบเชิงวิเคราะห์ต่อนโยบายภาครัฐและการค้าโลก


ตลาดน้ำมันปาล์มดิบของไทยในปี พ.ศ. 2569 ต้องเผชิญกับการปรับเปลี่ยนมาตรการเชิงกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์อย่างกะทันหัน โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้ประกาศควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบเป็นเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569 มาตรการนี้ห้ามมิให้ผู้ผลิตส่งออก CPO ออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตเป็นรายครั้งจากกรมการค้าภายใน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาปริมาณน้ำมันพืชเพื่อการบริโภคและพยุงอุปทานพลังงานในประเทศให้อยู่ในสภาวะสมดุล ท่ามกลางความกังวลว่าราคาน้ำมันปาล์มขวดในประเทศอาจเร่งตัวสูงขึ้นถึงระดับ 42-50 บาทต่อขวด

การออกข้อจำกัดส่งออกนี้ ส่งผลกระทบเชิงลบต่อผู้ประกอบการที่มีรายได้พึ่งพิงการส่งออก CPO ไปยังอินเดียและยุโรปโดยตรง เนื่องจากต้องเผชิญกับอุปสรรคทางเอกสารที่เพิ่มขึ้นและความตึงเครียดของวงจรการระบายสต๊อก อย่างไรก็ตาม ภาครัฐพยายามบรรเทาผลกระทบเชิงราคาด้วยการพิจารณามาตรการพยุงอุปสงค์ โดยคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้มีมติปรับสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลขั้นพื้นฐานจากระดับ B5 กลับสู่ B7 ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม จนถึงกลางปี พ.ศ. 2569 มาตรการ B7 คาดว่าจะช่วยสร้างแรงดูดซับอุปทาน CPO ในระบบประมาณ 1.37 ล้านลิตรต่อวัน หรือ 41 ล้านลิตรต่อเดือน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศทรงตัวอยู่ในระดับที่สูงถึง 38.00-40.00 บาทต่อกิโลกรัม และส่งผลดีต่อราคาผลปาล์มสดหน้าสวนของเกษตรกรให้คงความแข็งแกร่งอยู่ที่ระดับ 8.40-9.00 บาทต่อกิโลกรัม สวนทางกับความกังวลด้านเสถียรภาพราคาในระยะยาว

ในระดับสากล อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันได้รับผลบวกจากสภาวะภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของราคาน้ำมันดิบดูไบ โดยตลาดน้ำมันปาล์มดิบมาเลเซียปรับตัวทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 1 ปี ที่ระดับ 4,803 ริงกิตต่อตัน ณ กลางเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 และมีปัจจัยขับเคลื่อนระยะยาวจากการประกาศเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลสู่มาตรการ B50 ของประเทศอินโดนีเซียที่จะบังคับใช้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี พ.ศ. 2569 ซึ่งส่งผลให้อุปสงค์น้ำมันพืชและอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ชีวภาพในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตารางที่ 2 แสดงการเปรียบเทียบข้อมูลพารามิเตอร์การผลิตปาล์มน้ำมันของไทยระหว่างปี พ.ศ. 2567 ถึงคาดการณ์ปี พ.ศ. 2569:

ตัวชี้วัดเชิงอุตสาหกรรมของประเทศไทยปี 2567ปี 2568 (คาดการณ์)ปี 2569 (คาดการณ์)
พื้นที่ให้ผลผลิตปาล์มน้ำมัน (ล้านไร่)ไม่มีข้อมูล6.44ไม่มีข้อมูล
ผลผลิตปาล์มสดรวม (ล้านตัน)18.64

18.95 - 19.64

21.87
ปริมาณน้ำมันปาล์มดิบที่สกัดได้ (ล้านตัน)ไม่มีข้อมูลไม่มีข้อมูล3.94
สต๊อกคงเหลือของน้ำมันปาล์มดิบ (ล้านตัน)ไม่มีข้อมูล

0.381 (ณ มิ.ย. 68)

0.371 (ณ ก.พ. 69)

โครงสร้างการถือหุ้นและการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่


บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) มีโครงสร้างการจัดกลุ่มผู้ถือหุ้นที่แน่นหนาโดยกลุ่มตระกูลวานิชซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง โดยคุณอภิรักษ์ วานิช ดำรงสถานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่หนึ่ง ถือครองหุ้นรวม 179,136,120 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 19.06 ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด และคุณจันทร์ทิพย์ วานิช ถือครองหุ้นเป็นอันดับที่สองจำนวน 107,100,750 หุ้น หรือร้อยละ 11.39

ตารางที่ 3 แสดงโครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่สิบอันดับแรกของบริษัท ณ วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569:

อันดับรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่จำนวนหุ้นที่ถือครอง (หุ้น)สัดส่วนการถือหุ้น (%)
1นายอภิรักษ์ วานิช179,136,120

19.06%

2นางจันทร์ทิพย์ วานิช107,100,750

11.39%

3UBS AG Singapore Branch - For Clients' Accounts87,000,000

9.26%

4East Fourteen Limited-Emerging Markets Core Equity5,283,100

0.56%

5คุณหญิงสุภนภา อัตตะนันทน์7,398,400

0.79%

6นายสมบูรณ์ โสพร7,048,780

0.75%

7นายอิทธิพัทธ์ วานิช7,000,000

0.74%

8นางพจนา มาโนช6,952,840

0.74%

9นางสาวศุภภางค์ จรรโลงบุตร6,610,000

0.70%

10นางสาวกัลยารัตน์ วานิช6,000,000

0.64%

โครงสร้างสิทธิการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติถูกจำกัดไว้ที่ร้อยละ 49.00 โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นจริงโดยชาวต่างชาติอยู่ที่ร้อยละ 12.95 (ข้อมูล ณ วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569) และสัดส่วนการถือหุ้นผ่านใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย (NVDR) อยู่ที่ร้อยละ 3.03 ในขณะที่การกระจายหุ้นสู่ผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ปรับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 45.27 (จำนวนรายย่อย 6,930 ราย ณ มีนาคม พ.ศ. 2568) มาอยู่ที่ร้อยละ 45.96 (จำนวนรายย่อย 7,639 ราย ณ มีนาคม พ.ศ. 2569)

ความน่าสนใจในเชิงยุทธศาสตร์ส่วนบุคคลของตระกูลวานิชถูกเน้นย้ำผ่านการเปิดตัวโครงการ "Synthesis Ark Phuket" ของกลุ่มบริษัทซีวี (CV Group) ซึ่งนำโดยคุณจันทร์ทิพย์ วานิช โครงการดังกล่าวเป็นการปรับเปลี่ยนพื้นที่ดินสวนปาล์มและเหมืองแร่เดิมขนาด 491 ไร่ บริเวณอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ติดถนนเทพกระษัตรี เพื่อพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูสระดับเมกะโปรเจกต์มูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท โครงการเฟสแรกคือ "NEXUS" จะใช้เงินลงทุนประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท ประกอบด้วยอาคารสำนักงาน โรงแรมระดับ 4 ดาว และศูนย์ดูแลสุขภาพ แม้การทำธุรกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นี้จะจำกัดวงอยู่ในกลุ่มธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวและไม่มีผลต่องบการเงินรวมของ UVAN แต่ในมิติของวิสัยทัศน์ มันชี้ให้เห็นว่ากลุ่มผู้ก่อตั้งตระหนักถึงเพดานการเติบโตของอัตราผลตอบแทนจากพื้นที่การเกษตรดั้งเดิม และเลือกที่จะแปรสภาพสินทรัพย์ดินในพื้นที่ท่องเที่ยวระดับโลกไปสู่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่า


การประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ นโยบายปันผล และมิติการซื้อขาย


หุ้น UVAN จัดเป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรที่สร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอในแง่ของเงินปันผล โดยบริษัทรักษาระดับการจ่ายเงินปันผลที่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิอย่างต่อเนื่องในทุกรอบปีบัญชี ในรอบปีผลประกอบการ พ.ศ. 2568 บริษัทได้อนุมัติจัดสรรปันผลรวมที่ 1.25 บาทต่อหุ้น แบ่งเป็นเงินปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น (จ่ายเมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2565) และเงินปันผลงวดสุดท้ายประจำปีอีก 0.85 บาทต่อหุ้น (กำหนดสิทธิขึ้นเครื่องหมาย XD เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569 และโอนเงินปันผลเข้าบัญชีผู้ถือหุ้นเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569) ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลล่าสุดอยู่ในระดับที่สูงมากถึงร้อยละ 8.50 ถึง 8.74 เมื่อคำนวณจากราคาเฉลี่ยปัจจุบัน ซึ่งเป็นอัตราที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 3.80 อย่างชัดเจน

ตารางที่ 4 วิเคราะห์การเปรียบเทียบสถิติราคาและการประเมินมูลค่าตามราคาตลาดของหุ้น UVAN ย้อนหลัง:

ตัวชี้วัดทางการเงินและสถิติตลาดงบปี 2567 (30 ธ.ค. 2567)งบปี 2568 (30 ธ.ค. 2568)ปี 2569 (ข้อมูล ณ 5 มิ.ย. 2569)
ราคาปิดต่อหุ้น (บาท)9.1013.00

14.70

มูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) (ล้านบาท)8,554.0012,220.00

13,818.00

มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (BVPS) (บาท)5.055.70

6.15

อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) (เท่า)6.307.71

7.51

อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) (เท่า)1.802.28

2.39

มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวัน (ล้านบาท)3.863.10

14.33

การเปลี่ยนแปลงของราคาประจำปี (Price Change)+10.98%+42.86%

+13.08% (YTD)

อัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield)8.24%7.69%

8.50%

จากการสังเกต จะพบว่ามูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (BVPS) เพิ่มขึ้นจาก 5.05 บาทในปี พ.ศ. 2567 สู่ 6.15 บาทในงบการเงินล่าสุด อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิย้อนหลัง 12 เดือน (P/E) ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำที่ 7.41 ถึง 7.51 เท่า ซึ่งสะท้อนถึงราคาตลาดที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับขีดความสามารถการทำกำไรจริง มูลค่าการซื้อขายรายวันเร่งตัวขึ้นอย่างรุนแรงเฉลี่ยจาก 3.10 ล้านบาทต่อวันในปี พ.ศ. 2568 ขึ้นสู่ 14.33 ล้านบาทต่อวันในปี พ.ศ. 2569 แสดงให้เห็นถึงการหมุนเวียนและสภาพคล่องการแลกเปลี่ยนหุ้นที่กระเตื้องขึ้นตามราคา CPO ในประเทศและสถานการณ์การปะทะในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กระตุ้นความต้องการสินค้าเกษตรกรรมและพลังงานชีวภาพ

ในฝั่งของการวิเคราะห์ทัศนะการลงทุนโดยโบรกเกอร์ (Broker Consensus Target Price) ได้เกิดความแตกต่างกันของราคาประเมินอย่างมีนัยสำคัญ โดย บล.กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ได้ประเมินราคาเหมาะสมแบบดั้งเดิมของ UVAN ไว้ที่ 12.00 บาทต่อหุ้น โดยอิงจากอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) ของกำไรสุทธิในช่วงขาขึ้นรอบก่อนหน้า ขณะที่ บล.เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี พ.ศ. 2569 อยู่ที่เพียง 7.20 บาทต่อหุ้น โดยอิงจากค่าเฉลี่ยตัวคูณ PER กลุ่มอุตสาหกรรมที่ 8.35 เท่า และประมาณการกำไรต่อหุ้นที่ 0.86 บาทต่อหุ้น อย่างไรก็ดี จากทิศทางการแกว่งตัวของราคาหุ้นจริงในปัจจุบันที่ทะยานทดสอบระดับแนวต้านเดิมระหว่าง 14.40 ถึง 16.80 บาท ในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของปี พ.ศ. 2569 บ่งชี้ว่าตลาดทุนได้ตอบรับเชิงบวกต่อผลกำไรที่สูงเกินคาดรวมกว่า 1,758.19 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2568 และแนวโน้มประสิทธิภาพโรงงานใหม่ในฟิลิปปินส์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในเชิงเครื่องชี้วัดทางเทคนิค (Technical Indicator Metrics) กรอบเวลาแบบรายวันแสดงให้เห็นว่าราคาหุ้นมีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบสะสมกำลังตามแนวโน้มกรอบแคบ (Hold to Sideway) โดยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 5 วัน (MA5) ทรงตัวอยู่ที่ 14.50 บาทต่อหุ้น ขณะที่เส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว 200 วัน (MA200) อยู่ที่ 14.77 บาทต่อหุ้น และดัชนีกำลังรบสัมพัทธ์ (RSI) ราย 14 วันมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 52.49 ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการแกว่งตัวในระดับกลาง ไร้สัญญาณของการซื้อเกิน (Overbought) หรือขายมากเกิน (Oversold) ที่ชัดเจน ซึ่งเป็นสัญญาณสนับสนุนความเหมาะสมสำหรับกลุ่มนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการถือครองเพื่อเก็บเกี่ยวอัตราเงินปันผลตอบแทนที่ยังคงรักษาระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยเงินฝากและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอย่างสม่ำเสมอ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น