วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569

TU บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

 

รายงานการวิเคราะห์ความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้างและทิศทางยุทธศาสตร์ทรานส์ฟอร์เมชันสู่ปี 2030: บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)


โครงสร้างการบริหารและวิวัฒนาการเชิงประวัติศาสตร์จากธุรกิจครอบครัวสู่บรรษัทข้ามชาติ


บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้สถาปนาความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูประดับโลกนับตั้งแต่การก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2520 โดยนายไกรสร จันศิริ และนายเชง นิรุตตินานนท์ การดำเนินธุรกิจในช่วงสองทศวรรษแรกพึ่งพาแหล่งเงินทุนสะสมภายในครอบครัวและสินเชื่อจากสถาบันการเงินในประเทศเป็นหลัก ซึ่งช่วยให้กลุ่มตระกูลผู้ก่อตั้งสามารถรักษาเสถียรภาพการควบคุมเชิงนโยบายด้วยสัดส่วนการถือครองหุ้นที่มากกว่าร้อยละ 60 จุดเปลี่ยนสำคัญสู่การเป็นองค์กรระดับสากลเกิดขึ้นหลังจากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2537 และการตัดสินใจเข้าซื้อกิจการแบรนด์ Chicken of the Sea ในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นกลไกหลักในการเปลี่ยนผ่านรูปแบบธุรกิจจากการรับจ้างผลิตเพื่อการส่งออกไปสู่การครอบครองตราสินค้าในระดับสากล

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงสร้างผู้ถือหุ้นของไทยยูเนี่ยนได้รับการกระจายตัวเพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินและยกระดับธรรมาภิบาลเพื่อรองรับการตรวจสอบจากผู้ลงทุนสถาบันต่างชาติ แม้กลุ่มตระกูลจันศิริและพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งจะยังคงบทบาทในการนำเชิงยุทธศาสตร์ แต่โครงสร้างทุนในปัจจุบันได้สะท้อนความเป็นสากลอย่างชัดเจน โดยมีสัดส่วนของสถาบันการเงินระหว่างประเทศและผู้ลงทุนสถาบันเข้ามาร่วมถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ


ตารางที่ 1: โครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 10 อันดับแรก ณ ปี พ.ศ. 2569


ลำดับรายชื่อผู้ถือหุ้นหลักจำนวนหุ้นที่ถือครอง (หุ้น)สัดส่วนการถือหุ้นปกติ (%)
1บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (สัดส่วนหุ้นซื้อคืน)400,038,9009.40
2บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (Thai NVDR)368,387,0988.66
3นาย ธีรพงศ์ จันศิริ244,068,8645.74
4MITSUBISHI UFJ MORGAN STANLEY SECURITIES CO.,LTD.238,745,1205.61
5นาย เชง นิรุตตินานนท์200,442,0844.71
6BNP PARIBAS SINGAPORE BRANCH144,367,7003.39
7สำนักงานประกันสังคม (Social Security Office)144,332,1083.39
8นาย ไกรสร จันศิริ124,804,2882.93
9SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED107,803,0602.53
10กองทุนรวม วายุภักษ์หนึ่ง88,490,5002.08

หมายเหตุ: โครงสร้างผู้ถือหุ้นปรับปรุงล่าสุด ณ ครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2569 ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงหลังการดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนและการจัดสัดส่วนของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ

วิวัฒนาการด้านบรรษัทภิบาลของไทยยูเนี่ยนได้รับการยกระดับอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะหลังการปรับเปลี่ยนโครงสร้างคณะกรรมการจากกรณีสืบสวนการใช้ข้อมูลภายในเพื่อซื้อขายหุ้นเมื่อปี พ.ศ. 2565 ส่งผลให้นายไกรสร จันศิริ พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการ และนำไปสู่การแต่งตั้งนายกีรติ อัสสกุล ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการอิสระ เพื่อตอบสนองต่อข้อกำหนดด้านความโปร่งใสของผู้ลงทุนสถาบันต่างชาติและเกณฑ์การประเมินด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) โดยมีนายธีรพงศ์ จันศิริ ทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงระหว่างผลประโยชน์ของครอบครัวผู้ก่อตั้งและการจัดการระดับมืออาชีพในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรองประธานกรรมการ

ในส่วนของโครงสร้างครอบครัวจันศิริ การขยายอิทธิพลทางการค้าและการลงทุนยังครอบคลุมไปยังกิจการต่างประเทศ โดยสมาชิกในครอบครัวอย่างนายเดชพล จันศิริ ได้เข้าสู่วงการฟุตบอลอังกฤษผ่านการเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลเชฟฟิลด์เวนส์เดย์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ถึงปลายปี พ.ศ. 2528 ก่อนที่สโมสรดังกล่าวจะประสบปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงินและเข้าสู่กระบวนการควบคุมทางศาล (Administration) ในปี พ.ศ. 2568 ซึ่งสะท้อนภาพการลงทุนของกลุ่มครอบครัวผู้บริหารในตลาดโลกที่แยกขาดจากฐานะทางการเงินและขีดความสามารถการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทไทยยูเนี่ยนอย่างสิ้นเชิง


ถอดบทเรียนกรณีศึกษา Red Lobster และยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนสัดส่วนทุน


การประกาศแผนการถอนตัวจากการลงทุนในบริษัทร่วมทุน Red Lobster Master Holding, L.P. ในฐานะผู้ถือหุ้นส่วนน้อยช่วงต้นปี พ.ศ. 2567 ถือเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินยุทธศาสตร์ปรับโครงสร้างงบดุลของไทยยูเนี่ยน โดยไทยยูเนี่ยนเริ่มเข้าลงทุนในแบรนด์ร้านอาหารทะเลประเภทแคชชวลไดนิ่งอย่าง Red Lobster ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2559 ด้วยมูลค่าเงินลงทุน 575 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 25 ก่อนที่จะนำกลุ่มพันธมิตรเข้าซื้อกิจการทั้งหมดในปี พ.ศ. 2563 ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ทว่า การดำเนินงานกลับได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากต้นทุนค่าเช่าและค่าแรงงานที่พุ่งสูงในสหรัฐอเมริกา รวมถึงความล้มเหลวเชิงกลยุทธ์ด้านราคาจากโปรโมชั่นเมนู "Ultimate Endless Shrimp" แบบถาวรในราคา 20 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสร้างภาระขาดทุนให้แก่แบรนด์ดังกล่าวจนนำไปสู่ความเสื่อมเสียสภาพคล่องอย่างรุนแรง

สถิติระบุว่าภาระขาดทุนจากการดำเนินงานปกติของ Red Lobster ที่ส่งผลกระทบต่องบการเงินรวมของไทยยูเนี่ยนในปี พ.ศ. 2566 มีมูลค่ามากกว่า 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำไปสู่การตัดสินใจของคณะบริหารในการบันทึกรายการด้อยค่าทางบัญชีที่ไม่ใช่เงินสดเพียงครั้งเดียว (One-time, Non-cash Impairment Charge) มูลค่าสูงถึง 530 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อล้างความเสี่ยงในส่วนของตราสารทุนและหนี้สินที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในไตรมาสสุดท้ายของปี พ.ศ. 2566 ซึ่งส่งผลให้ Red Lobster ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้มาตรา 11 ของกฎหมายล้มละลายแห่งสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 และปิดสาขาลงไปกว่า 100 แห่ง ก่อนที่จะเปลี่ยนผ่านเจ้าของกรรมสิทธิ์ไปยังกลุ่มเจ้าหนี้ที่นำโดย Fortress Investment Group ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2567

การตัดตัวชี้วัดความเสียหายและถอนการลงทุนครั้งนี้ส่งผลต่อโครงสร้างทางการเงินและขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของกลุ่มไทยยูเนี่ยน ดังนี้:

  • การฟื้นตัวของขีดความสามารถในการทำกำไร: การหยุดรับรู้ส่วนแบ่งผลขาดทุนจากธุรกิจร้านอาหารดังกล่าวทำให้อัตรากำไรขั้นต้นรวมของกลุ่มบริษัทฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจนสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 18.9 ในปี พ.ศ. 2568

  • การเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดสรรเม็ดเงินทุน: ป้องกันไม่ให้เกิดการกระจายความเสี่ยงออกไปในอุตสาหกรรมที่ไม่มีความถนัด และสามารถเบนเข็มความสนใจไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าเพิ่มที่มีอัตรากำไรขั้นต้นมากกว่าร้อยละ 25 เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพและกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม

  • การควบคุมสัดส่วนหนี้สินสุทธิและลดความเสี่ยงทางการเงิน: อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นปรับดีขึ้นและกระแสเงินสดกลับมาเป็นบวก ช่วยลดความกังวลของตลาดทุนต่อเสถียรภาพงบดุล


รายงานวิเคราะห์สถิติตัวชี้วัดทางการเงินและโครงสร้างรายได้เชิงลึก


ผลการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2568 และการขยายตัวต่อเนื่องในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพเชิงปฏิบัติการที่เพิ่มสูงขึ้นภายหลังจากเสร็จสิ้นการปรับขนาดโครงสร้างพอร์ตโฟลิโออาหารทะเลแช่แข็ง ยอดขายรวมปี พ.ศ. 2568 บันทึกอยู่ที่ 132,719 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 4.1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็นผลจากการตัดทอนการทำตลาดสินค้าแช่แข็งโภคภัณฑ์ที่อัตรากำไรต่ำและการแข็งค่าของเงินบาท อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิหลังการปรับปรุงรายการพิเศษ (Adjusted Net Profit) บันทึกได้สูงถึง 5,508 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพของการดำเนินธุรกิจหลักอย่างแท้จริง


ตารางที่ 2: สถิติงบรวมและตัวชี้วัดทางการเงินเปรียบเทียบ (ปี พ.ศ. 2566 - 2568)


บัญชีทางการเงินและสถิติสำคัญงบปี พ.ศ. 2566งบปี พ.ศ. 2567งบปี พ.ศ. 2568
ยอดขายสะสมรวม (ล้านบาท)136,153138,401132,719
กำไรขั้นต้นรวม (ล้านบาท)23,28225,60425,084
อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ย (%)17.10%18.50%18.90%
กำไรสุทธิรายงาน (ล้านบาท)(17,203)4,9854,609
กำไรสุทธิหลังปรับปรุงรายการพิเศษ (ล้านบาท)4,4995,5005,508
สินทรัพย์รวมสะสม (ล้านบาท)182,569179,649182,569
เงินสดและรายการเทียบเท่า (ล้านบาท)14,4908,3338,563
อัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุน (เท่า)1.1x1.0x1.1x

หมายเหตุ: ข้อมูลการเงินรวมอ้างอิงจากแบบรายงานแสดงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานประจำปี พ.ศ. 2568 ของกลุ่มไทยยูเนี่ยน

จากการพิจารณาโครงสร้างรายได้จำแนกรายผลิตภัณฑ์ จะพบว่าส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ (Product Mix) มีการพัฒนาไปสู่โครงสร้างกลุ่มอัตรากำไรขั้นต้นสองระดับ โดยกลุ่มอาหารทะเลแปรรูป (Ambient Seafood) และอาหารทะเลแช่แข็ง (Frozen Seafood) เป็นเสาหลักที่รองรับฐานรายได้และกระแสเงินสดเชิงปริมาณ ขณะที่กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง (PetCare) และสินค้ามูลค่าเพิ่มเป็นตัวขับเคลื่อนผลกำไรโดยมีสัดส่วนอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในเกณฑ์ที่สูง


ตารางที่ 3: โครงสร้างรายได้และอัตรากำไรแยกตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ (ปี พ.ศ. 2568)


กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักขององค์กรยอดขาย (ล้านบาท)สัดส่วนต่อยอดขายรวม (%)อัตรากำไรขั้นต้นเฉพาะกลุ่ม (%)
อาหารทะเลบรรจุกระป๋อง (Ambient)64,27848.4%19.8%
อาหารทะเลแช่เย็นและแช่แข็ง (Frozen)41,14931.0%13.2%
อาหารสัตว์เลี้ยง (PetCare)17,87613.5%25.6%
ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มอื่น ๆ (Value-added)9,4157.1%25.4%

หมายเหตุ: สัดส่วนการทำกำไรตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สำคัญของปี พ.ศ. 2568


ตารางที่ 4: สัดส่วนการกระจายตัวของรายได้ตามโครงสร้างภูมิภาคหลัก (ปี พ.ศ. 2568)


ภูมิภาค / ตลาดส่งออกปลายทางสัดส่วนยอดขายรวม (%)ตลาดหลักกลุ่ม Ambient (%)ตลาดหลักกลุ่ม PetCare (%)
อเมริกาเหนือ (North America)39.9%44.0%58.0%
ยุโรป (Europe)30.3%31.0%14.0%
ประเทศไทย (Domestic Market)11.9%6.0%-
เอเชีย แปซิฟิก และอื่น ๆ9.6%10.0%28.0%
ตะวันออกกลาง (Middle East)4.9%7.0%-
ประเทศญี่ปุ่น (Japan)3.3%2.0%-

หมายเหตุ: ข้อมูลอ้างอิงด้านความหลากหลายและส่วนแบ่งทางการตลาดแยกตามภูมิภาคสากลประจำปี พ.ศ. 2568

แนวโน้มความยืดหยุ่นในการทำกำไรได้รับการพิสูจน์อีกครั้งในงวดผลประกอบการไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 โดยไทยยูเนี่ยนรายงานยอดขายรวมสะสม 32,054 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 และสามารถสร้างกำไรจากการดำเนินงานปกติเติบโตร้อยละ 29 ส่งผลให้กำไรสุทธิรายงานแตะระดับ 1,113 ล้านบาท กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (PetCare) ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สร้างสถิติการเติบโตยอดขายในไตรมาสแรกที่ร้อยละ 22.6 คิดเป็นมูลค่า 5,115 ล้านบาท อันเนื่องมาจากระดับความต้องการพรีเมียมของตลาดหลักในสหรัฐฯ และยุโรป ขณะที่กลุ่มอาหารทะเลบรรจุกระป๋อง (Ambient) มียอดขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 2.5 แสดงถึงความสามารถในการเติบโตท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่ตะวันออกกลางและอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา


ขีดความสามารถเชิงนวัตกรรมและการขับเคลื่อนโครงการเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายปี 2030


แผนยุทธศาสตร์ระยะยาว "Strategy 2030" ของไทยยูเนี่ยนได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับการพึ่งพากลุ่มธุรกิจโภชนาการและส่วนผสมมูลค่าสูง โดยมีเป้าหมายเชิงท้าทายในการเพิ่มยอดขายรวมสู่ระดับ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างการเติบโตให้กับ EBITDA ขึ้นเป็นสองเท่าสู่ระดับ 700 ถึง 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี พ.ศ. 2573 ปัจจัยหนุนสำคัญในการเปลี่ยนผ่านองค์กรมาจากขีดความสามารถด้านนวัตกรรมผ่านศูนย์นวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation Center - GIC) ในกรุงเทพมหานครที่มีทีมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรผู้เชี่ยวชาญกว่า 75 ถึง 100 ท่าน ร่วมกับการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมแห่งใหม่ในเมืองวาเกนินเกน ประเทศเนเธอร์แลนด์ในปี พ.ศ. 2567 เพื่อเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปและบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก และโครงการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยีอาหารระดับโลกอย่าง SPACE-F

การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มที่เกิดจากงานวิจัยเชิงนวัตกรรมของกลุ่มบริษัทในช่วงปี พ.ศ. 2567 ถึง พ.ศ. 2568 ประกอบด้วย:

  • การจัดหาฐานส่วนผสมสารสกัดจากสัตว์น้ำและไบโอเทคโนโลยี: การลงทุนสร้างโรงงานสกัดไฮโดรไลเซตจากโปรตีนปลา (Protein Hydrolysate) และโรงงานผลิตภัณฑ์ฮาลาลในประเทศไทย รวมถึงการจัดตั้งแบรนด์คอลลาเจนจากทะเลระดับเกรดการแพทย์และเครื่องสำอางภายใต้ชื่อ ThalaCol และ Jellagen

  • นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต: การเข้าลงทุนร่วมกับพันธมิตรอย่าง Algama เพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกจากสาหร่าย (Microalgae-based Proteins) ป้อนตลาดโภชนาการเชิงฟังก์ชัน

  • การจัดการโครงสร้างพื้นฐานระดับสากล: การเปิดคลังสินค้าห้องเย็นขนาดความจุ 8,000 เมตริกตัน ณ Pioneer Food Cannery ในประเทศกานา เพื่อยกระดับความสามารถในการเก็บรักษาวัตถุดิบทูน่าและคุมต้นทุนด้านการขนส่งในภูมิภาคแอฟริกา

การเปลี่ยนผ่านตามวิสัยทัศน์ Strategy 2030 ได้รับการจัดระบบการทำงานอย่างเข้มงวดผ่านโครงการลดต้นทุนและยกระดับประสิทธิภาพสองส่วนหลัก ได้แก่ Project Sonar และ Project Tailwind:

  • Project Sonar (การปฏิรูปประสิทธิภาพระบบปฏิบัติการทั้งกลุ่ม): มุ่งเน้นการปฏิรูประบบจัดซื้อเชิงยุทธศาสตร์และการปรับต้นทุนการผลิตในโรงงานทั่วโลกให้ลดลงร้อยละ 2 ถึง 3 ต่อเนื่องผ่านระบบกึ่งอัตโนมัติและการนำเครื่องมือวิเคราะห์เชิงดิจิทัลมาปรับปรุงประสิทธิผล โดยกระบวนการดังกล่าวช่วยลดต้นทุนการจัดซื้อได้ประมาณ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และเป้าหมายระยะยาวของโครงการคือการประหยัดต้นทุนสะสมต่อปีให้ได้ 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป โดยร้อยละ 40 ของยอดเงินที่ประหยัดได้จะถูกนำกลับไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มตัวใหม่

  • Project Tailwind (การเร่งการเติบโตกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง): เป็นมาตรการเฉพาะเพื่อขยายขีดความสามารถการทำกำไรของ ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น (ITC) โดยตั้งเป้าหมายขยายกำไรจากการดำเนินงานต่อปีเพิ่มขึ้น 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งโครงการนี้ผสานเทคโนโลยีการผลิตอัตโนมัติเพื่อลดแรงงานและเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นร้อยละ 15 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายยอดขายของกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมที่ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี พ.ศ. 2573

เพื่อสร้างความครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ บริษัทย่อยอย่าง บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM (ซึ่ง TU ถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 51) ได้ประกาศแผนขยายการเติบโตในปี พ.ศ. 2569 ด้วยการจัดสรรงบประมาณ capex จำนวน 680 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำในประเทศเอกวาดอร์ และร่วมมือพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคาร์บอนต่ำกับกลุ่มเกษตรกร แม้ TFM จะเผชิญปัญหาต้นทุนปลาป่นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 30 แต่ยังสามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยในไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2569 ไว้ได้ที่ร้อยละ 11.1 ด้วยการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างการจัดจำหน่ายไปสู่อาหารกุ้งและอาหารสัตว์น้ำมูลค่าสูง


พันธกิจ SeaChange 2030 และขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงการพัฒนาความยั่งยืน


เป้าหมายยุทธศาสตร์ความยั่งยืน "SeaChange 2030" ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการรักษาฐานคู่ค้าระดับโลกและสร้างโอกาสในการเจรจาการค้าในสหภาพยุโรปและอเมริกาเหนือ ไทยยูเนี่ยนได้เชื่อมโยงเป้าหมายความยั่งยืนเข้ากับระบบจัดหาแหล่งเงินทุน โดยบรรลุความสำเร็จในการจัดหาแหล่งเงินทุนของกลุ่มบริษัทจากแหล่งเงินกู้ที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน (Sustainability-Linked Finance) และพันธบัตรสีเขียวในสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 75 ในปี พ.ศ. 2568 และมุ่งหน้าสู่สัดส่วนร้อยละ 100 ภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งส่งผลให้ไทยยูเนี่ยนได้รับคะแนนประเมินด้านการตอบสนองต่อสภาพภูมิอากาศในระดับผู้นำ (A- Rating) จากโครงการการจัดทำข้อมูลเพื่อตอบสนองต่อสภาวะโลกร้อน (CDP) ประจำปี พ.ศ. 2525 ยกระดับขึ้นจากระดับ B ในปีที่ผ่านมา

ความก้าวหน้าเชิงประจักษ์ภายใต้กรอบข้อตกลงและพันธสัญญาความยั่งยืน 11 ประการได้รับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง:

  • ด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและทรัพยากรธรรมชาติ: กลุ่มบริษัทลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสโคป 1 และ 2 ลงได้ร้อยละ 21 เทียบกับปีฐาน พ.ศ. 2564 และสามารถคัดแยกขยะพลาสติกออกจากแหล่งธรรมชาติเพื่อป้องกันมลพิษทางน้ำได้สะสม 234 เมตริกตัน จากเป้าหมายระยะยาวที่ 1,500 เมตริกตัน ภายในปี พ.ศ. 2573

  • ด้านความโปร่งใสและการจัดเก็บข้อมูลห่วงโซ่อุปทานเชิงลึก: จากความร่วมมือกับพันธมิตร Sustainable Fisheries Partnership (SFP) ไทยยูเนี่ยนได้ใช้ระบบตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย พร้อมทั้งเริ่มใช้ระบบรหัสระบุตัวตนประมงสากล (Universal Fishery IDs) ในอุตสาหกรรมปูม้าที่ประเทศฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ ภายใต้กรอบ Tuna Commitment 2025 บริษัทสามารถยกระดับการติดตั้งกล้องสังเกตการณ์อิเล็กทรอนิกส์และผู้สังเกตการณ์สากลบนเรือประมงทูน่าได้สูงถึงร้อยละ 97

  • ด้านการคุ้มครองแรงงานประมงสากล: ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 กลุ่มบริษัทได้ยกระดับมาตรการรับสมัครแรงงานอย่างมีจริยธรรมผ่านการเป็นพันธมิตรร่วมกับสมาพันธ์สหภาพแรงงานขนส่งระหว่างประเทศ (ITF) เพื่อยกระดับความคุ้มครองทางสังคมและความปลอดภัยให้กับแรงงานประมงต่างด้าวตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

การผนวกเกณฑ์ SeaChange 2030 เข้ากับตัวชี้วัดประสิทธิภาพเชิงปฏิบัติการ (KPIs) ของคณะผู้บริหาร ช่วยสร้างความเชื่อมั่นอย่างชัดเจนให้กับคู่ค้าค้าปลีกรายใหญ่ที่ต้องการรายงานปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์สโคป 3 ส่งผลให้ไทยยูเนี่ยนสามารถหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคาและสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในระดับสูงผ่านการส่งมอบสินค้าที่ผ่านเกณฑ์ประเมินด้านความยั่งยืนระดับสากล


ทิศทางตลาดทุนและประมาณการมูลค่าหลักทรัพย์ภายใต้มุมมองนักวิเคราะห์


ณ ช่วงกลางปี พ.ศ. 2569 ระดับราคาหุ้นของบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU มีการแกว่งตัวซื้อขายในกรอบระหว่าง 11.30 ถึง 11.50 บาท สะท้อนมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ระดับประมาณ 4.8 หมื่นล้านบาท ในเชิงปัจจัยพื้นฐาน ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (P/BV Ratio อยู่ที่ระดับ 0.94 เท่า) และมีค่า P/E ต่ำเพียง 9.26 เท่า ในขณะที่ระดับอัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) มีความโดดเด่นอย่างมากที่ร้อยละ 6.19 โดยเป็นระดับที่จูงใจสำหรับกลุ่มนักลงทุนสถาบันประเภทเน้นคุณค่าและกองทุนรวมขนาดใหญ่ในประเทศ เช่น กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง ซึ่งเข้าถือครองหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 2.08

จากการสำรวจความคิดเห็นของสำนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ผ่านทางสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA Consensus) ส่วนใหญ่ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" หรือ "น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด" (Outperform) โดยมีราคาเป้าหมายเฉลี่ยรายปีอยู่ที่ 13.64 บาท

ตารางที่ 5: การเปรียบเทียบประมาณการราคาเป้าหมายและมุมมองนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ปี พ.ศ. 2569

สถาบันการเงินและบริษัทหลักทรัพย์คำแนะนำทางการลงทุนราคาเป้าหมายปี 2569F (บาท)ส่วนต่างราคาเป้าหมายเฉลี่ย (%)
บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX)Outperform15.50+35.96%
บล. พาย (PI)Buy15.00+31.58%
บล. กรุงศรี (KSS)Buy14.20+24.56%
บล. ทิสโก้ (TISCO)Hold14.00+22.81%
บล. กรุงไทย เอ็กซ์สปริง (KTX)Outperform13.60+19.30%
บล. เมย์แบงก์ (MST)Hold11.50+0.88%

หมายเหตุ: สถิติรวบรวมคำแนะนำจากสมาคมนักวิเคราะห์ ณ ช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2569

ผลกำไรสุทธิปกติของกลุ่มไทยยูเนี่ยนในปี พ.ศ. 2569 มีทิศทางและสมมติฐานการฟื้นตัวที่น่าสนใจจากสองปัจจัยสำคัญ:

  • มาตรการปรับอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ (US Import Tariff Refund): ก่อนหน้านี้ ไทยยูเนี่ยนต้องเผชิญกับอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาในระดับร้อยละ 19 อย่างไรก็ตาม ภายหลังการยื่นปรับอัตราและการขอคืนสิทธิ์ อัตราภาษีดังกล่าวได้รับการปรับปรุงลงมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 10 ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความสามารถในการเจรจาขยายฐานปริมาณการขายกลุ่มสินค้าภายใต้แบรนด์ของลูกค้า (OEM) ในสหรัฐฯ แล้ว ยังสร้างโอกาสในการบันทึกรายได้พิเศษจากการขอภาษีคืนย้อนหลัง ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเชิงบวก (Earnings Upside) อย่างสำคัญต่อกำไรในงวดไตรมาสสองปี พ.ศ. 2569

  • การประหยัดต้นทุนสะสมจากยุทธศาสตร์ Sonar: การรับรู้ผลการดำเนินงานจากการปรับปรุงโครงสร้างต้นทุนอย่างเป็นระบบจะเริ่มเห็นผลชัดเจนในครึ่งหลังของปี พ.ศ. 2569 ซึ่งจะช่วยพยุงและขยายขีดความสามารถการทำกำไรขั้นต้นรวมให้อยู่ในเป้าหมายเฉลี่ยที่ร้อยละ 19 ถึง 20 และประหยัดค่าใช้จ่ายการขายและการบริหารให้อยู่ระหว่างร้อยละ 13.5 ถึง 14.5 ต่อรายได้รวม


บทสรุปผู้บริหารและการจัดสรรโครงสร้างเม็ดเงินทุนเพื่ออนาคต


รายงานการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างการดำเนินงานของ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ก้าวผ่านจุดหักเหที่ท้าทายที่สุดไปแล้วภายหลังการยุติความเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ไม่ทำกำไรอย่างแบรนด์ Red Lobster กระบวนการปรับฐานโครงสร้างการเงินและการดำเนินงานที่เฉียบขาดในช่วงปี พ.ศ. 2567 ถึง พ.ศ. 2568 ส่งผลให้สถานภาพความเสี่ยงด้านภาระหนี้สินลดลงอย่างชัดเจน และช่วยยกระดับให้อัตรากำไรขั้นต้นฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งจนแตะระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ร้อยละ 18.9

แนวโน้มความสำเร็จในการเติบโตสู่ระดับยอดขาย 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี พ.ศ. 2573 ได้รับการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบผ่านยุทธศาสตร์ปฏิรูปประสิทธิภาพในโครงการ Project Sonar และ Project Tailwind ซึ่งช่วยประสานเทคโนโลยีการจัดซื้อเชิงกลยุทธ์และการพัฒนาแอปพลิเคชันระบบอัตโนมัติเพื่อลดขยะและแรงงานลง กอปรกับการเป็นผู้บุกเบิกและเป็นผู้นำด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเชิงอนุรักษ์ภายใต้โครงการ SeaChange 2030 ส่งผลให้ไทยยูเนี่ยนสามารถรักษาสิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงเงินกู้สีเขียวที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำและสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระยะยาวจากผู้ลงทุนสถาบันต่างชาติที่คำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

ในภาพรวม ตลาดทุนในปัจจุบันยังคงประเมินค่าความสามารถของสินทรัพย์ไทยยูเนี่ยนต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงเนื่องจากความกังวลชั่วคราวต่อความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนวัตถุดิบ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความได้เปรียบเชิงโครงสร้างของอัตรากำไรขั้นต้นที่ฟื้นตัวดีขึ้น โครงสร้างพอร์ตสินค้าที่มีสัดส่วนกลุ่มสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมเพิ่มสูงขึ้น และอัตราการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอในระดับร้อยละ 6 ไทยยูเนี่ยนจึงจัดเป็นหนึ่งในหลักทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงและมีแนวโน้มการเติบโตเชิงคุณภาพที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนในระยะยาวเพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนของพอร์ตลงทุนระดับสถาบัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น