วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569

SCB บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)

 

รายงานการวิเคราะห์เชิงลึกการปฏิรูปโครงสร้างทางธุรกิจ ผลประกอบการ และทิศทางการเติบโตเชิงยุทธศาสตร์ของกลุ่มเอสซีบี เอกซ์


รากฐานและกลไกการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของกลุ่มเอสซีบี เอกซ์


กระบวนการปฏิรูปองค์กรของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมในปี พ.ศ. 2559 ภายใต้โครงการ "SCB Transformation" ซึ่งใช้งบประมาณลงทุนสูงถึงกว่า 40,000 ล้านบาท การปฏิรูปดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากสภาวะการหยุดชะงักทางเทคโนโลยี (Digital Disruption) ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการเงินและการธนาคารแบบดั้งเดิม โดยผู้บริหารระดับสูงในขณะนั้นประเมินว่าสภาวะดังกล่าวเป็นวิกฤตความอยู่รอดขององค์กรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การดำเนินโครงการดังกล่าวจึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างความคล่องตัว การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว และการพัฒนาขีดความสามารถทางดิจิทัลเพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ต่อมาในปี พ.ศ. 2564 ถึง พ.ศ. 2565 กลุ่มธุรกิจได้ยกระดับการปฏิรูปองค์กรครั้งสำคัญผ่านการจัดตั้ง บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX เพื่อทำหน้าที่เป็น "ยานแม่" หรือบริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) ของกลุ่ม การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นในครั้งนี้ส่งผลให้ธนาคารไทยพาณิชย์เดิมต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างการถือหุ้นและเพิกถอนหลักทรัพย์ออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้ SCBX เข้าจดทะเบียนและซื้อขายแทนที่

กลยุทธ์การปรับโครงสร้างภายใต้แนวคิด "แตกเพื่อโต" มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขข้อจำกัดด้านการเติบโตของธนาคารพาณิชย์ดั้งเดิม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่เติบโตในอัตราที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงสร้างใหม่นี้ SCBX ได้ดึงโครงการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ต้นทุนสูง หรือมีผลการดำเนินงานที่ยังติดลบออกจากงบการเงินของธนาคารแกนหลัก ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์สามารถรักษาเสถียรภาพและสร้างผลกำไรได้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ SCBX สามารถจัดตั้งและบริหารจัดการบริษัทลูกเพื่อดำเนินธุรกิจการเงินส่วนบุคคล เทคโนโลยีทางการเงิน และดิจิทัลแพลตฟอร์มได้อย่างอิสระและมีความยืดหยุ่นสูง การปรับโครงสร้างนี้ส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการทำกำไรโดยรวมอย่างชัดเจน โดยการวิเคราะห์ระบุว่า จากเดิมที่ธนาคารสามารถสร้างกำไรได้ 100 บาท โครงสร้างใหม่ช่วยเพิ่มกำไรของกลุ่มเป็น 110 บาท จากการดึงต้นทุนและธุรกิจที่ยังไม่ทำกำไรออกไปบริหารจัดการในระดับโฮลดิ้งอย่างเป็นเอกเทศ


ผลประกอบการทางการเงินและมุมมองเชิงเปรียบเทียบในตลาดทุน


กลุ่มเอสซีบี เอกซ์ แสดงความแข็งแกร่งทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยในงวดปี พ.ศ. 2568 กลุ่มบริษัทประกาศผลกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 47,488 ล้านบาท ผลกำไรที่แข็งแกร่งนี้สะท้อนถึงความสามารถในการประคองตัวของธุรกิจหลักและการรับรู้รายได้ที่เริ่มมีนัยสำคัญจากกลุ่มธุรกิจใหม่ ส่งผลให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี พ.ศ. 2568 ในอัตราหุ้นละ 11.28 บาท โดยแบ่งเป็นการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 2.00 บาท ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 และกำหนดจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายอีกในอัตราหุ้นละ 9.28 บาท ซึ่งขึ้นเครื่องหมาย XM/XD ในวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569 และดำเนินการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 เผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจมหภาค โดยกลุ่มเอสซีบี เอกซ์ รายงานกำไรสุทธิไตรมาสที่ 1 อยู่ที่ 10,195.43 ล้านบาท ปรับตัวลดลงร้อยละ 18.5 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ปัจจัยกดดันหลักเกิดจากการหดตัวของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income: NII) ซึ่งลดลงร้อยละ 13.7 มาอยู่ที่ 26,781 ล้านบาท อันเป็นผลโดยตรงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอย่างต่อเนื่องรวม 5 ครั้ง (โดยเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2568 จำนวน 4 ครั้ง และในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 อีก 1 ครั้ง) ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) บีบตัวลง ประกอบกับรายได้จากการลงทุนและการค้าปรับตัวลดลงร้อยละ 66.5 เหลือเพียง 568 ล้านบาท เนื่องจากความผันผวนของตลาดทุนที่ส่งผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนของธนาคารและบริษัทร่วมลงทุนอย่าง SCB 10X

ในทางกลับกัน กลุ่มบริษัทยังมีปัจจัยบวกจากการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-Interest Income) โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการอื่น ๆ ที่เติบโตร้อยละ 17.7 แตะระดับ 11,962 ล้านบาท นำโดยธุรกิจการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และธุรกิจวาณิชธนกิจ ประกอบกับความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost-to-Income Ratio) ในไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2569 อยู่ในระดับร้อยละ 42.4 ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์โดยรวมมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยมีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.23 จากการบริหารจัดการพอร์ตลูกหนี้และการควบคุมความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพของธนาคารและ CardX


ตารางที่ 1: ตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญของกลุ่มเอสซีบี เอกซ์ (SCBX)


ตัวชี้วัดทางการเงินปี พ.ศ. 2568ไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2569
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)$47,488$$10,195.43$
มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap: ล้านบาท)$471,395.02$$471,395.02$ (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569)
เงินปันผลจ่ายรวม (บาท/หุ้น)$11.28$ (จ่ายแล้วทั้งหมด)— (XD: 20 เม.ย. 2569)
อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost-to-Income Ratio)$42.4\%$
อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio)$3.23\%$
อัตราผลตอบแทนเงินปันผลล่าสุด (Dividend Yield)ประมาณ $8.06\%$
มูลค่าหุ้นตามบัญชีต่อหุ้น (P/BV)$0.94$ เท่า
อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E)$10.43$ เท่า (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569)

ความผันผวนของกำไรในไตรมาสแรกส่งผลให้นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งออกบทวิเคราะห์ประเมินทิศทางและราคาเป้าหมายของหุ้น SCB โดยสะท้อนทั้งความกังวลต่อแรงกดดันจาก Credit Cost ที่ยังอยู่ในระดับสูงและ NIM ที่หดตัวลง ควบคู่ไปกับความน่าสนใจของอัตราการจ่ายปันผลที่คาดว่าจะยังรักษาระดับสูงกว่าร้อยละ 80 ของกำไรสุทธิได้ตามความมุ่งมั่นของฝ่ายบริหาร


ตารางที่ 2: การประเมินราคาเป้าหมายและมุมมองของนักวิเคราะห์ต่อหุ้น SCB (ข้อมูล ณ เมษายน พ.ศ. 2569)


บริษัทหลักทรัพย์ผู้ประเคราะห์คำแนะนำการลงทุนราคาเป้าหมาย (บาท)ปัจจัยสนับสนุนและข้อกังวลหลักที่ประเมิน
บล. ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนลซื้อ$150.00$

รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตแกร่งนำโดย Wealth Management และการฟื้นตัวของตลาดทุน

บล. ดาโอถือ$148.00$

คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้นแต่ยังมีความเสี่ยงจาก Credit Cost ที่อยู่ในระดับบนของกรอบเป้าหมาย

บล. ฟิลลิปซื้อ$145.00$

นโยบายเงินปันผลสูงเด่น (Yield คาดหวัง 7-8.5%) และการจัดการหนี้ของ CardX เริ่มเห็นผล

บล. พายถือ$140.00$

สินเชื่อรวมขยายตัวโดดเด่นในกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ แต่เผชิญแรงกดดันจาก NIM อ่อนตัว

บล. ดีบีเอส วิคเคอร์สถือ$138.00$

การตั้งสำรองลดลงเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส (QoQ) แต่กำไรจากเครื่องมือทางการเงินผันผวน

บล. กรุงศรีกลาง (Neutral)$135.00$

ความเสี่ยงจากปัญหาหนี้ครัวเรือนกดดันพอร์ตลูกหนี้รายย่อย และเศรษฐกิจมหภาคฟื้นตัวช้า

บล. ทรีนีตี้ถือ$135.00$

ต้นทุนทางการเงินของกลุ่มธุรกิจดิจิทัลยังทรงตัวสูงในระยะสั้นท่ามกลางดอกเบี้ยขาลง

บล. บัวหลวงถือ$135.00$

การเติบโตของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยช่วยประคองพอร์ต แต่สินเชื่อรายใหญ่ผลตอบแทนต่ำดึง NIM ลง

บล. ยูโอบี เคย์เฮียนถือ$132.00$

กำไรสุทธิหดตัว YoY จากการลดลงของ NII และพอร์ตลงทุนของ SCB 10X เผชิญตลาดผันผวน

การประเมินผลดำเนินงานเชิงลึกรายกลุ่มธุรกิจทั้งสามยุค


การจัดโครงสร้างองค์กรออกเป็น 3 ยุค (Generations) เป็นแกนกลางสำคัญในการวิเคราะห์ความคืบหน้าและการจัดสรรทรัพยากรของกลุ่ม SCBX เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน


ธุรกิจ Generation 1: ธุรกิจธนาคารแกนหลักและเสถียรภาพฐานราก


ธุรกิจในกลุ่มนี้ประกอบด้วยธนาคารไทยพาณิชย์และสาขาในต่างประเทศ เช่น Cambodian Commercial Bank และ Siam Commercial Bank Myanmar ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานรากที่แข็งแกร่งในการสร้างกระแสเงินสดและผลกำไรที่สม่ำเสมอให้แก่กลุ่ม เพื่อนำไปสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจยุคใหม่ ปัจจุบันธนาคารมุ่งเน้นการปฏิรูปกระบวนการทำงานภายในผ่านการปรับเปลี่ยนสาขาให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าและส่งเสริมให้ลูกค้าหันมาทำธุรกรรมผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มมากขึ้น เช่น แอปพลิเคชัน SCB Easy โดย ณ ปัจจุบันมีจำนวนลูกค้าผู้ใช้งานดิจิทัลแพลตฟอร์มสูงถึงกว่า 12.5 ล้านราย และมีปริมาณธุรกรรมทางการเงินเฉลี่ยสูงถึง 356 ล้านธุรกรรมต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีการนำนวัตกรรมเพื่อร้านค้ามาช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์กับลูกค้ารายย่อย เช่น แพลตฟอร์มรับชำระเงิน "แม่มณี Money Solution" และ "Merchant App" ซึ่งช่วยขยายฐานเงินฝากและรายได้ค่าธรรมเนียมในการจัดการธุรกรรม


ธุรกิจ Generation 2: เครื่องยนต์สร้างการเติบโตใหม่และการจัดการพอร์ตสินเชื่อรายย่อย


กลุ่มธุรกิจนี้มุ่งเน้นการขยายขีดความสามารถการเข้าถึงบริการสินเชื่อรายย่อยที่ไม่มีหลักประกันและสินเชื่อทะเบียนรถยนต์ผ่านระบบวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง โดยกลุ่มบริษัทย่อยในกลุ่มนี้ ได้แก่ CardX, AutoX, Monix, Abacus Digital (เดิมคือ SCB Abacus) และ Alpha X ผลการดำเนินงานรวมของกลุ่ม Generation 2 สามารถผ่านจุดคุ้มทุนเชิงการลงทุนได้แล้ว และคาดว่าในปี พ.ศ. 2568 จะเป็นปีที่ผลการดำเนินงานอยู่ในจุดสมดุล "Neutral" คือรายได้สามารถครอบคลุมการลงทุนก่อนหน้าทั้งหมด ก่อนที่จะสร้างกำไรสุทธิที่เป็นบวกอย่างเต็มที่และชัดเจนให้กับกลุ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

ในรายละเอียดของแต่ละหน่วยธุรกิจ CardX ถือเป็นกลไกหลักในการเติบโตของกลุ่มธุรกิจการเงินส่วนบุคคล โดยการรับโอนพอร์ตสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีมูลค่ารวมกว่า 117,000 ล้านบาทมาจากธนาคารไทยพาณิชย์เสร็จสิ้นสมบูรณ์ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2567 พอร์ตนี้แบ่งออกเป็นสินเชื่อบัตรเครดิต 53,500 ล้านบาท (จากฐานลูกค้า 2.1 ล้านราย) และสินเชื่อส่วนบุคคล 63,500 ล้านบาท (จากฐานลูกค้า 1 ล้านราย) การบริหารจัดการภายใต้ CardX เผชิญกับความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะนโยบายการปรับอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำของบัตรเครดิตจากร้อยละ 5 ขึ้นมาเป็นร้อยละ 8 ซึ่งส่งผลเชิงลบทำให้แนวโน้มหนี้เสียปรับตัวสูงขึ้น โดยสัดส่วนหนี้เสียเดิมของ CardX อยู่ที่ประมาณร้อยละ 2.7 ถึง 2.8

เพื่อตอบสนองต่อสภาวการณ์ดังกล่าว กลุ่ม SCBX จึงได้ดำเนินแผนการแต่งตั้ง คุณจิมมี่ ฟาน (Jimmy Fan) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินดิจิทัลระดับภูมิภาคและสำเร็จการศึกษา MBA จาก The University of Chicago Booth School of Business เข้าดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ของ CardX มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เพื่อรับไม้ต่อในการดำเนินกลยุทธ์เชิงรุก แผนงานระยะ 3 ปีของ CardX ภายใต้ผู้นำคนใหม่ มุ่งเน้นการลดต้นทุนทางเครดิต (Credit Cost) ผ่านการปรับปรุงระบบติดตามหนี้แบบครบวงจร (End-to-End) และการลงทุนระบบเทคโนโลยีคลาวด์มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อใช้ข้อมูลในการประเมินความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยตั้งเป้าหมายเชิงรุกในการเพิ่มอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) สู่ระดับร้อยละ 18 ถึง 20 และสร้างผลกำไรสุทธิปีละ 6,000 ถึง 8,000 ล้านบาท ภายในปี พ.ศ. 2569

สำหรับหน่วยธุรกิจอื่น ๆ ในกลุ่ม Generation 2 อย่าง AutoX ได้มุ่งเน้นการให้บริการสินเชื่อทะเบียนรถภายใต้แบรนด์ "เงินไชโย" โดยมีเป้าหมายขยายพอร์ตสินเชื่อแตะระดับ 40,000 ล้านบาท และตั้งเป้าเติบโตของสินเชื่อร้อยละ 15 ในปี พ.ศ. 2568 ผ่านการเจาะตลาดกลุ่มมวลชน ขณะที่ Monix และ Abacus Digital เน้นการวิเคราะห์ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) และปัญญาประดิษฐ์ในการประเมินโอกาสหนี้สูญ ทำให้สามารถอนุมัติสินเชื่อดิจิทัลรายย่อยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำให้กับกลุ่มลูกค้าที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสถาบันการเงินปกติ และในส่วนของ Alpha X ได้ดำเนินกลยุทธ์เฉพาะเจาะจงในตลาดสินเชื่อเช่าซื้อและการลีสซิ่งสินทรัพย์ระดับบน (Luxury Asset) เช่น รถยนต์ระดับหรู มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ ตลอดจนยานพาหนะทางน้ำ เช่น เรือยอชต์และเรือที่ใช้ในแม่น้ำ


ธุรกิจ Generation 3: นวัตกรรมและพรมแดนเทคโนโลยีแห่งอนาคต


ธุรกิจกลุ่มนี้ประกอบด้วย InnovestX (ผู้นำด้าน Digital Securities และบริการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์), SCB 10X (บริษัทโฮลดิ้งด้านการร่วมลงทุนขั้นสูง) และ TokenX ธุรกิจกลุ่มนี้มุ่งเน้นการขยายขีดความสามารถไปสู่แนวโน้มโลกใหม่ โดยเฉพาะการเงินบนระบบบล็อกเชน (On-chain Finance) และการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเคนดิจิทัล (Tokenization)

เพื่อเร่งสร้างความได้เปรียบทางเทคโนโลยีขั้นสูง กลุ่ม SCBX ได้ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับสถาบันการศึกษาชั้นนำอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อร่วมพัฒนาและศึกษาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) ในกระบวนการทำงานและโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแห่งอนาคต นอกจากนี้ SCB 10X ยังได้จับมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital Fund) ในสัดส่วนการถือหุ้น 50:50 เพื่อมุ่งเน้นการลงทุนใน Disruptive Technology ด้านบล็อกเชน สินทรัพย์ดิจิทัล และฟินเทคที่มีศักยภาพการเติบโตสูงทั่วโลก และในส่วนของบริการลูกค้ารายย่อย กลุ่มบริษัทยังมีแพลตฟอร์ม "PointX" ซึ่งทำหน้าที่เป็น Loyalty Program และ แพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ลูกค้านำคะแนนสะสมมาแลกเปลี่ยนเพื่อชำระสินค้า บริการ หรือการท่องเที่ยวแบบครบวงจร


โครงสร้างพื้นฐานส่วนกลางและกลไกข้อมูลอัจฉริยะ (DataX)


ภายหลังจากกระบวนการปฏิรูปองค์กรและแยกธุรกิจออกเป็นหลายบริษัทอิสระตามกฎหมาย กลุ่ม SCBX เผชิญกับความท้าทายในการใช้ประโยชน์จากข้อมูล เนื่องจากข้อกำหนดภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่จำกัดการส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างนิติบุคคลที่แตกต่างกันโดยไม่ได้รับความยินยอม เพื่อแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว กลุ่ม SCBX จึงจัดตั้ง บริษัท ดาต้า เอ็กซ์ จำกัด (Data X) โดยมี Mr. Yizhak Idan ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล (Central Data Hub) ของกลุ่มธุรกิจทั้งหมด DataX ทำหน้าที่จัดการสถาปัตยกรรมข้อมูล บูรณาการข้อมูลภายใต้หลักเกณฑ์ทางกฎหมาย และให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลแก่บริษัทย่อยต่าง ๆ เพื่อนำไปพัฒนาโมเดลวิเคราะห์ความเสี่ยงและเสนอบริการทางการเงินที่สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าได้อย่างปลอดภัย


การปรับพอร์ตโฟลิโอเชิงกลยุทธ์และการรักษาเสถียรภาพเงินทุน


เพื่อรักษาความมั่นคงทางการเงินและเพิ่มมูลค่าสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว ฝ่ายบริหารของกลุ่ม SCBX ได้ดำเนินกลยุทธ์การปรับเปลี่ยนสินทรัพย์และพอร์ตโฟลิโออย่างระมัดระวัง โดยผ่านกรณีศึกษาที่สะท้อนถึงการบริหารจัดการทุนเชิงรุก 2 กรณีสำคัญ


1. การขายกิจการแพลตฟอร์มโรบินฮู้ด (Robinhood) เพื่อยุติภาระขาดทุนสะสม


แอปพลิเคชันโรบินฮู้ดดำเนินการภายใต้ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด เป็นแพลตฟอร์มส่งอาหารสัญชาติไทยที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือร้านค้าขนาดเล็กในช่วงวิกฤตโควิด-19 อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์มดังกล่าวเผชิญกับผลขาดทุนจากการดำเนินงานสะสมสูงถึง 5,560 ล้านบาท ณ สิ้นปี พ.ศ. 2566 แม้ว่าจะมีฐานข้อมูลที่แข็งแกร่งซึ่งประกอบด้วยผู้ใช้งาน 4.3 ล้านราย ร้านค้ากว่า 400,000 ร้าน และผู้ให้บริการขนส่งกว่า 40,000 รายก็ตาม หลังจากผ่านพ้นช่วงวิกฤตโรคระบาด กลุ่ม SCBX จึงตัดสินใจปรับสมดุลพอร์ตโฟลิโอโดยการประกาศยุติการให้บริการโรบินฮู้ด ก่อนที่จะตัดสินใจชะลอการปิดตัวเนื่องจากได้รับความสนใจและข้อเสนอซื้อกิจการทั้งหมดจากผู้ร่วมลงทุนภายนอกที่สูงเกินความคาดหมาย

ในที่สุด กลุ่ม SCBX ได้ประกาศเสร็จสิ้นการลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นทั้งหมดของ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ให้แก่กลุ่มผู้ร่วมลงทุนที่นำโดย บริษัท ยิปอินซอย จำกัด (Yip In Tsoi) มูลค่าการซื้อขายรวมสูงสุดอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท ซึ่งโครงสร้างธุรกรรมประกอบด้วยการชำระเงินสดทันทีในงวดแรกจำนวน 400 ล้านบาท และการจ่ายเงินสมทบตามผลประกอบการในอนาคต (Earn-out/Performance-based payment) อีกไม่เกิน 1,600 ล้านบาท


ตารางที่ 3: โครงสร้างการถือหุ้นของ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ภายหลังธุรกรรมการจำหน่ายหุ้นของ SCBX


รายชื่อกลุ่มผู้ซื้อและผู้ถือหุ้นสัดส่วนการถือหุ้นหลังรายการจุดเด่นและบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่คาดหวัง
กลุ่มยิปอินซอย (Yip In Tsoi Group)$50.0\%$

เป็นผู้นำและมีประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ วิศวกรรมขั้นสูง และธุรกิจเพื่อสังคม

บริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)$30.0\%$

สนับสนุนและให้คำปรึกษาด้านการจัดการเงินทุนและการวิเคราะห์โอกาสขยายธุรกิจใหม่

บริษัท เอสซีที เรนทอล คาร์ จำกัด$10.0\%$

สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและโอกาสขยายการบริการด้านโลจิสติกส์และการขนส่งรถเช่า

บริษัท ล็อกซบิท จำกัด (มหาชน)$10.0\%$

นำความเชี่ยวชาญด้านระบบสารสนเทศและการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์มาปรับปรุงแพลตฟอร์ม

ธุรกรรมการขายกิจการในครั้งนี้ช่วยปลดเปลื้องภาระงบประมาณการลงทุนและผลขาดทุนจากการดำเนินงานของกลุ่ม SCBX ออกไปได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันก็เป็นการรักษาสัญญาในการผลักดันให้แพลตฟอร์มโรบินฮู้ดได้รับการพัฒนาต่อยอดจากกลุ่มทุนไทยเพื่อความยั่งยืนของระบบนิเวศการบริการส่งอาหารต่อไป


2. การยุติข้อตกลงซื้อกิจการ Home Credit Vietnam เพื่อป้องกันการล็อกเงินทุน


ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 ธนาคารไทยพาณิชย์ได้บรรลุข้อตกลงขั้นต้นในการเข้าซื้อหุ้นร้อยละ 100 ใน Home Credit Vietnam Finance Company Limited ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำกลุ่มธุรกิจสินเชื่อรายย่อยในประเทศเวียดนามที่มีฐานลูกค้ากว่า 17 ล้านราย ด้วยมูลค่าธุรกรรมการลงทุนสูงถึง 20,973 พันล้านดงเวียดนาม (หรือประมาณ 31,000 ล้านบาท) เพื่อเป็นทางลัดในการเจาะตลาดสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคที่มีการเติบโตสูงในภูมิภาคอาเซียน

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569 ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ประกาศยุติข้อตกลงและยกเลิกสัญญาซื้อขายหุ้นทั้งหมดกับกลุ่ม Home Credit N.V. เนื่องมาจากเงื่อนไขบังคับก่อนตามสัญญาซื้อขายหุ้นไม่สามารถบรรลุได้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดอันเกิดจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ชี้ให้เห็นว่า การยกเลิกดีลขนาดใหญ่มูลค่ากว่าสามหมื่นล้านบาทนี้ แม้จะทำให้นโยบายขยายตัวแบบก้าวกระโดดในต่างประเทศล่าช้าลงไปบ้าง แต่ในทางกลับกันเป็นการรักษาความยืดหยุ่นทางการเงินและสภาพคล่องระดับสูงของกลุ่ม SCBX เอาไว้ได้อย่างทันท่วงที ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาลงและสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูงในช่วงต้นปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเงินทุนที่รักษากลับมานี้สามารถนำมาใช้เสริมกำลังความแข็งแกร่งด้านทุนสำหรับการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาในประเทศไทยที่มีข้อบังคับด้านการเพิ่มทุนจดทะเบียนแทนได้


สมรภูมิธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาและการช่วงชิงความได้เปรียบเชิงระบบนิเวศข้อมูล


การแข่งขันในอุตสาหกรรมการเงินไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดรับและพิจารณาคัดเลือกผู้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) เพื่อกระตุ้นการแข่งขันและตอบสนองต่อระบบการเงินดิจิทัลไร้พรมแดน โดยภายหลังจากประกาศผลการคัดเลือกผู้ได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นทางการจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568 มีกลุ่มผู้เล่นสำคัญ 3 กลุ่มที่ผ่านการอนุมัติและต้องเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดให้บริการจริงภายในระยะเวลาหนึ่งปี (หรือภายในปี พ.ศ. 2569)


ตารางที่ 4: การวิเคราะห์โครงสร้างและจุดเด่นเชิงนิเวศของ 3 กลุ่มผู้จัดตั้ง Virtual Bank ที่ผ่านการอนุมัติ


ชื่อกลุ่มบริการ/บริษัทย่อยแกนนำและพันธมิตรผู้ร่วมลงทุนหลักจุดแข็งและลักษณะโครงสร้างระบบนิเวศข้อมูลความพร้อมและทิศทางการเปิดให้บริการ
BankX (แบงก์เอกซ์)

SCBX, WeTechnology Limited (WeBank) และ KakaoBank Corp.

การผสานองค์ความรู้ธนาคารเทคโนโลยีระดับภูมิภาคของ SCBX เข้ากับระบบนิเวศการเงินดิจิทัลยอดนิยมของเกาหลีใต้ (KakaoBank) และการใช้โครงสร้างระบบคลาวด์และ AI-First ระดับโลกจากจีน (WeBank)

มีความพร้อมด้านสถาปัตยกรรมดิจิทัล กำหนดเปิดให้บริการภายในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 ภายใต้การนำของ CEO คุณปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา

ธนาคาร คลิกซ์ (CLICX)

กลุ่มร่วมค้าผ่าน บริษัท ไทย ทรินิตี้ โฮลดิ้ง จำกัด (ธนาคารกรุงไทย 41%, AIS 39% และ OR 20%)

การรวมพลังระหว่างความน่าเชื่อถือในฐานะธนาคารพาณิชย์ของรัฐ (KTB) เข้ากับฐานลูกค้าระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ (AIS) และเครือข่ายจุดบริการออฟไลน์และร้านค้าปลีกน้ำมัน/กาแฟทั่วประเทศ (OR)

วางตำแหน่งเป็น "Beyond Banking" และพร้อมเปิดให้บริการในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569

ACM Holding

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) และกลุ่มผู้ร่วมขออนุญาต (อาทิ บมจ. ซีพี แอ็กซ์ตร้า, เคาน์เตอร์เซอร์วิส และไทยสมาร์ทคาร์ด)

การใช้ระบบนิเวศร้านค้าสะดวกซื้อขนาดใหญ่และการเข้าถึงธุรกรรมระดับฐานรากของประชากรผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสและการใช้จ่ายผ่านบัตรเงินสดดิจิทัล

อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างธุรกิจเพื่อรองรับการเปิดบริการอย่างเป็นทางการ

การเปรียบเทียบในสมรภูมินี้ชี้ให้เห็นว่า ข้อกำหนดทางการเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทยที่บังคับให้ Virtual Bank แต่ละรายต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วขั้นต่ำที่ 5,000 ล้านบาท ณ วันเริ่มดำเนินการ และต้องเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ล้านบาทในเวลาต่อมานั้น ไม่ใช่ประเด็นที่เป็นอุปสรรคสำหรับผู้เล่นยักษ์ใหญ่ทั้งสามกลุ่ม เนื่องจากทุกฝ่ายเป็นพันธมิตรกลุ่มทุนขนาดใหญ่ของประเทศ แต่จุดตัดสินผลแพ้ชนะที่แท้จริงคือความสามารถในการประเมินและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าที่อยู่นอกระบบการเงินเดิม (Alternative Data Model) เพื่อทำการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีความปลอดภัยและสามารถคุมสัดส่วนหนี้เสียให้สอดคล้องกับต้นทุนทางการเงินระดับต่ำได้

ภายใต้แนวทางการบริหารของ คุณปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา ในฐานะ CEO ของ BankX แผนการเจาะตลาดของกลุ่มจะมุ่งเน้นความเชี่ยวชาญด้าน "ความพร้อมด้านเทคโนโลยีเชิงลึก" และการนำแนวทางและโมเดลการประเมินสินเชื่อที่ประสบความสำเร็จของ KakaoBank และ WeBank มาประยุกต์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทย การใช้เทคโนโลยีคลาวด์ใหม่ทั้งหมดโดยไม่มีระบบดั้งเดิม (Legacy System) เข้ามาผูกมัด จะช่วยให้ BankX รักษาอัตรากำไรขั้นต้นจากการดำเนินงานที่สูงกว่ากลุ่มอื่น และสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สร้างความครอบคลุมทางการเงินอย่างเป็นมิตรให้แก่กลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่ได้สำเร็จ


ยุทธศาสตร์ความยั่งยืนและการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานอนาคต


กลุ่ม SCBX ดำเนินงานโดยยึดมั่นในกรอบการดำเนินธุรกิจที่บูรณาการความยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เข้ากับเป้าหมายระยะยาวของธุรกิจ


การส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและการมุ่งสู่ Net Zero


ตามยุทธศาสตร์ "Achieving Climate Neutrality" กลุ่ม SCBX มุ่งมั่นจำกัดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมโดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรสู่ระดับสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Commitment) ภายในขอบเขตที่สอดคล้องกับเป้าหมายระดับสากล คณะกรรมการความยั่งยืนของกลุ่มภายใต้การดูแลของ นายเสถียร เลี้ยววาริณ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืน ได้จัดทำเป้าหมายเชิงวิทยาศาสตร์ตามแนวทาง SBTi เพื่อลดความร้อนแรงของพอร์ตการลงทุนทางการเงิน โดยการดำเนินโครงการลดคาร์บอนขอบเขตที่ 1 และ 2 ของอาคารสำนักงานและบริษัทย่อยในประเทศไทย มีเป้าหมายบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2573 ขณะเดียวกันก็เตรียมงบประมาณลงทุนเพื่อสนับสนุนทางการเงินสีเขียว (Green Finance) อีกจำนวน 100,000 ล้านบาท ภายในปี พ.ศ. 2573 เพื่อช่วยเหลือลูกค้าในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีไปสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ


ความรับผิดชอบต่อสังคมและการเข้าถึงทางการเงิน


ในด้านมิติตัวชี้วัดทางสังคม (Social Impact) กลุ่ม SCBX ตั้งเป้าส่งมอบทักษะดิจิทัลเพื่ออนาคตให้แก่บุคลากรและประชาชนทั่วไปจำนวน 200,000 คน พร้อมทั้งจัดสรรเม็ดเงินลงทุนจำนวน 14,000 ล้านบาทในการยกระดับระบบความปลอดภัยทางสารสนเทศ (Cybersecurity) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังมุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจด้วยการขยายช่องทางและสนับสนุนโอกาสการเข้าถึงเงินทุนในระบบแก่ลูกค้ารายย่อยและกลุ่ม Underserved จำนวน 4 ล้านคน และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) สตาร์ตอัป ตลอดจนชุมชนฐานรากจำนวน 2 ล้านราย ผ่านงบประมาณช่วยเหลือและเงินลงทุนจำนวน 5,800 ล้านบาท


การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเชิงเทคโนโลยีขั้นสูงและแผนผู้บริหารสูงสุด


เพื่อป้องกันความปลอดภัยทางข้อมูลและเทคโนโลยีการสื่อสารทางการเงินในยุคอนาคต กลุ่ม SCBX ได้ประกาศความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและสถาบันชั้นนำ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการศึกษาความมั่นคงปลอดภัยและการพัฒนาศักยภาพระบบการเข้ารหัสทางการเงินโดยใช้เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) เพื่อสร้างแต้มต่อและเตรียมความพร้อมในการปกป้องระบบชำระเงินของกลุ่มจากความเสี่ยงทางเทคโนโลยี

ความแข็งแกร่งและการสืบทอดพันธกิจด้านการเปลี่ยนผ่านเชิงดิจิทัลนี้ได้รับการตอกย้ำผ่านแผนพัฒนาบุคลากรระดับสูง (Succession Planning) โดยสภาวิชาชีพและคณะกรรมการกลุ่ม SCBX ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในการแต่งตั้ง ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ (อดีต Deputy CEO และ CFO ผู้อยู่เบื้องหลังโครงสร้างการปฏิรูปและการขยายตัวด้านฟินเทคของกลุ่ม) ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุด (CEO) คนถัดไปของ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2570 เพื่อรับไม้ต่อจาก นายอาทิตย์ นันทวิทยา ซึ่งจะครบกำหนดวาระและสิ้นสุดบทบาทการบริหารในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2569 การแต่งตั้งอย่างเป็นทางการล่วงหน้ากว่า 18 เดือนนี้ช่วยส่งเสริมความมั่นใจให้แก่ผู้ถือหุ้นและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องเชิงนโยบายการเงินและความเป็นเอกภาพในการบริหารงานของกลุ่มอย่างไร้รอยต่อ


บทสรุปเชิงวิเคราะห์


จากการวิเคราะห์กลยุทธ์โดยรวมเชิงลึก พบว่าการปรับโครงสร้างองค์กรภายใต้แนวคิด "แตกเพื่อโต" ของกลุ่มเอสซีบี เอกซ์ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้พอร์ตการเงินของธนาคารแกนหลักหลุดพ้นจากผลกระทบทางลบของการลงทุนเริ่มต้นในกลุ่มเทคโนโลยีและดิจิทัลแพลตฟอร์มในช่วงปี พ.ศ. 2565 ถึง พ.ศ. 2567 ส่งผลให้งบการเงินรวมของกลุ่มมีความมั่นคงสูง มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่จูงใจนักลงทุนในตลาดทุน และสามารถรักษาระดับราคาเป้าหมายในสายตาของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เอาไว้ได้แม้ในช่วงเวลาที่ตลาดเผชิญความท้าทายจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายขาลงและการตั้งสำรองหนี้เสียที่มีผลกระทบต่อ NIM ของระบบสถาบันการเงินไทย

การปรับพอร์ตลงทุนด้วยการจำหน่ายสินทรัพย์และธุรกิจที่ประสบผลขาดทุนสะสม เช่น บริษัทย่อยเพอร์เพิล เวนเจอร์ส ผู้ให้บริการโรบินฮู้ด และการตัดวงจรความล่าช้าเชิงเงื่อนไขด้วยการยกเลิกธุรกรรมเข้าซื้อกิจการในประเทศเวียดนาม สะท้อนถึงการดำเนินการที่มุ่งเน้นวินัยการเงินและการประเมินความเสี่ยงอย่างเคร่งครัดของทีมผู้บริหารระดับสูง การรักษาเงินทุนสภาพคล่องจากการทำรายการเหล่านี้นำมาซึ่งความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดสำหรับการเตรียมตัวจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาในนาม BankX ซึ่งถือเป็นสมรภูมิที่แท้จริงของการแข่งขันในสหัสวรรษดิจิทัลใหม่ที่จะเข้ามาปฏิรูปพฤติกรรมการออมและการขยายพอร์ตสินเชื่อรายย่อยผ่านข้อมูลการวิเคราะห์อัจฉริยะ

แผนการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุดที่ระบุเวลาและตัวผู้บริหารสืบทอดอย่างชัดเจนเป็นดัชนีชี้วัดถึงการเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีเต็มรูปแบบ โดยคาดว่าภายหลังการนำของ ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ ในปี พ.ศ. 2570 กลุ่มเอสซีบี เอกซ์ จะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากกลุ่มธุรกิจยุค Generation 2 ที่เริ่มทำผลกำไรกลับมาเป็นบวกได้อย่างสมบูรณ์ และเร่งสร้างพันธกิจเชิงลึกในระบบการเงินดิจิทัลและเทคโนโลยีเพื่อโลกอย่าง Net Zero ควบคู่ไปกับการรักษาความไว้วางใจในฐานะกลุ่มเทคโนโลยีทางการเงินชั้นนำและน่าชื่นชมที่สุดในระดับภูมิภาคอาเซียนตามวิสัยทัศน์ที่ยึดมั่นอย่างแท้จริง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น