วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569

TOP บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

 

รายงานการวิเคราะห์เชิงลึก: โครงสร้างยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนธุรกิจ แผนเผชิญเหตุโครงการ CFP และฐานะการเงินของ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)


บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ดำเนินการในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมที่มีประสิทธิภาพระดับแนวหน้า (Top Quartile) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมานานกว่า 64 ปี. ด้วยกำลังการกลั่นติดตั้งพื้นฐานที่ 275,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งในรอบปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 บริษัทสามารถผลักดันอัตราการกลั่นขึ้นไปสู่ระดับเฉลี่ย 290,388 บาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 105.6 ของกำลังการกลั่นติดตั้ง. ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานและการก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ กลุ่มไทยออยล์ได้ก้าวเข้าสู่ยุคการบริหารงานภายใต้ผู้นำทัพคนใหม่ โดยนายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ได้เข้าดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 สืบต่อจากนายบัณฑิต ธรรมประจำจิต. การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารสูงสุดนี้เกิดขึ้นในจังหวะเวลาที่บริษัทกำลังเร่งปฏิรูปโครงสร้างทางการเงิน จัดการข้อพิพาทในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ธุรกิจสีเขียวเพื่อรองรับความผันผวนของระบบพลังงานโลก

.

การปรับเปลี่ยนกรอบยุทธศาสตร์เชิงโครงสร้างจาก 3Vs สู่ 2S1P


เพื่อรองรับทิศทางของเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดในการลดก๊าซเรือนกระจก (NDC 3.0) และความเข้มงวดของกฎหมายสิ่งแวดล้อม กลุ่มไทยออยล์ได้ตัดสินใจเปลี่ยนผ่านกรอบยุทธศาสตร์การเติบโตระยะยาว. จากเดิมที่เน้นการเติบโตแบบยืดขยายมูลค่าตามกรอบ "3Vs" (Value Maximization, Value Enhancement, Value Diversification) ไปสู่กลยุทธ์ใหม่ภายใต้รหัส "2S1P" เพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์การสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตด้วยพลังงานและเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน.

                ┌───────────────────────────────────────┐
                │          กลยุทธ์ยุทธศาสตร์ 2S1P         │
                └───────────────────┬───────────────────┘
                                    │
         ┌──────────────────────────┼──────────────────────────┐
         ▼                          ▼                          ▼
┌──────────────────┐       ┌──────────────────┐       ┌──────────────────┐
│  Strengthen Core │       │ Sustain Future   │       │  Power Platform  │
│       (S1)       │       │       (S2)       │       │       (P)        │
└────────┬─────────┘       └────────┬─────────┘       └────────┬─────────┘
         │                          │                          │
         ▼                          ▼                          ▼
- ขยายโรงกลั่นสู่ 400k bpd  - เคมีภัณฑ์มูลค่าสูง (HVB)   - ขยายช่องทางภูมิภาค
- เทคโนโลยี Clean Fuel     - พัฒนาเชื้อเพลิง SAF HEFA  - คลัง Haiphong (เวียดนาม)
- มาตรฐานยูโร 5            - ลงทุนไฮโดรเจน/CCS        - รุกอินโดนีเซีย/อินเดีย


การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก (S1: Strengthening the Core)


แนวทางนี้มุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของกลุ่มธุรกิจกลั่นและปิโตรเคมีดั้งเดิม. โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติงาน (Operational Excellence) และการจัดหาวัตถุดิบที่หลากหลายเพื่อลดต้นทุน. แกนหลักในการบรรลุเป้าหมายนี้คือโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project: CFP) ซึ่งจะขยายกำลังการกลั่นรวมขึ้นเป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน. นอกเหนือจากการเพิ่มกำลังผลิตในเชิงปริมาณแล้ว โครงการนี้ยังช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางเทคโนโลยี ให้โรงกลั่นสามารถประมวลผลน้ำมันดิบชนิดหนัก (Heavy Crude) ซึ่งมีราคาถูกกว่าได้เพิ่มขึ้น และแปลงสภาพไปเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมมูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 5. ทั้งนี้ ในช่วงปี พ.ศ. 2567 บริษัทได้ประสบความสำเร็จในการทดสอบเดินเครื่องระบบ HDS-4 (Hydrodesulfurization Unit 4) ซึ่งเป็นหน่วยงานยกระดับคุณภาพน้ำมันดีเซลที่สำคัญ

.

การสร้างอนาคตที่ยั่งยืนผ่าน New S-Curve (S2: Sustaining the Future)


กลยุทธ์เสาหลักที่สองมุ่งขยายพอร์ตโฟลิโอไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Business: HVB) และพลังงานทางเลือกที่มีคาร์บอนต่ำ. ยุทธศาสตร์ระยะยาว (พ.ศ. 2574–2583) ตั้งเป้าหมายในการขยับสัดส่วนกำไรของกลุ่ม New S-Curve ให้ถึงร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2578. โครงการที่กำลังอยู่ในช่วงศึกษาและพัฒนาเชิงพาณิชย์ประกอบด้วย การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) โดยเน้นกระบวนการแปรรูปจากน้ำมันพืชใช้แล้วด้วยเทคโนโลยี HEFA (Hydroprocessed Esters and Fatty Acids) และ Alcohol-to-Jet (ATJ). ควบคู่ไปกับการศึกษาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) และกลุ่มธุรกิจไฮโดรเจนสีเขียว

.

การขับเคลื่อนแพลตฟอร์มการค้าระดับภูมิภาค (P: Powering the Platform)


เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดภายในประเทศ กลุ่มไทยออยล์ดำเนินกลยุทธ์ผ่านบริษัทย่อยอย่าง TOPNEXT International (TX) ในการจัดตั้งเครือข่ายจำหน่ายและขนส่งเคมีภัณฑ์ในกลุ่มประเทศเป้าหมาย ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และออสเตรเลีย. นัยสำคัญเชิงพาณิชย์ที่เกิดขึ้นแล้วคือการเปิดให้บริการสถานีจัดเก็บสารทำละลายและเคมีภัณฑ์ส่วนขยาย ณ ท่าเรือไฮฟอง ประเทศเวียดนาม เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการรุกคืบเข้าสู่ตลาดอินโดจีนอย่างเต็มตัว

.

ความคืบหน้าของโครงการพลังงานสะอาด (CFP) และมาตรการแก้ไขปัญหา UJV


โครงการ CFP ถือเป็นตัวเปลี่ยนเกม (Game Changer) ทางยุทธศาสตร์ของไทยออยล์ แต่ได้รับผลกระทบจากข้อพิพาททางสัญญากับผู้รับเหมาหลัก. อย่างไรก็ดี ฝ่ายบริหารได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเชิงรุกเพื่อลดการหยุดชะงักของงานก่อสร้าง

.

การบอกเลิกสัญญาจ้างออกแบบและก่อสร้าง (EPC)


เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568 คณะกรรมการของไทยออยล์มีมติใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา EPC สำหรับโครงการ CFP กับกลุ่มผู้รับเหมาร่วมค้า UJV (Unincorporated Joint Venture) ซึ่งประกอบด้วย PSS Netherlands B.V., Samsung E&A (Thailand), Petrofac South East Asia และ Saipem Singapore โดยให้มีผลทันทีเนื่องจากกลุ่ม UJV ผิดข้อตกลงและเงื่อนไขตามสัญญาอย่างต่อเนื่อง. วิกฤตการณ์นี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่ผู้รับเหมาหลักประสบปัญหาด้านสภาพคล่อง และไม่สามารถจ่ายเงินชำระค่าจ้างให้แก่กลุ่มผู้รับเหมาช่วง ส่งผลให้งานก่อสร้างบางส่วนหยุดชะงัก

.

แผนการดำเนินงานและกรอบงบประมาณใหม่


เนื่องจากโครงการโดยรวมมีความก้าวหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 90 บริษัทจึงได้จัดทำแผนควบคุมงานที่เหลืออย่างเป็นระบบ. โดยร่วมมือกับบริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและการบริหารระดับโลก และอยู่ระหว่างการทำสัญญากับผู้รับเหมารายใหม่ที่มีความพร้อมสูงเพื่อเข้าดำเนินการช่วงสุดท้ายให้แล้วเสร็จตามแผน.

  • เป้าหมายกำหนดเวลาการเปิดเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD): คณะผู้บริหารมีความมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมการทดสอบเดินเครื่องและประกาศเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ (Full COD) ได้ในไตรมาสที่ 2 ของปี พ.ศ. 2571 ซึ่งเร็วกว่าแผนงานสำรองเดิมที่ตั้งเป้าไว้ในไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ. 2571.

  • งบประมาณและการจัดสรรเงินทุนเพิ่มเติม: การปรับเปลี่ยนแผนก่อสร้างในปี พ.ศ. 2567 ส่งผลให้คณะกรรมการไทยออยล์ (เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567) มีมติอนุมัติเพิ่มงบประมาณลงทุนอีกจำนวน 63,028 ล้านบาท (ประมาณ 1,476 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) พร้อมด้วยประมาณการดอกเบี้ยระหว่างก่อสร้างอีก 17,922 ล้านบาท ซึ่งผู้ถือหุ้นได้ลงมติอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมนี้ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 โดยงบประมาณดังกล่าวรวมงบสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด (Contingency Budget) ไว้แล้วอย่างน้อยร้อยละ 10.


อิทธิพลของความคืบหน้าโครงการต่อผลตอบแทนและมูลค่าหุ้น


จากแบบจำลองการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) ของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ การเปลี่ยนแปลงของงบประมาณและผลการดำเนินงานของ CFP ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประมาณการมูลค่าหุ้นและผลตอบแทนทางการเงินของบริษัท ดังแสดงในแบบจำลองต่อไปนี้:

  1. ผลกระทบของการลดต้นทุนก่อสร้าง: หากบริษัทสามารถบริหารจัดการสัญญาที่เหลือและลดต้นทุนโครงการ CFP ลงได้ร้อยละ 5 จากงบประมาณคาดการณ์ปัจจุบัน จะส่งผลให้เกิดมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ส่วนเพิ่มขึ้นทันที 2,842 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้น 1.30 บาทต่อหุ้น.

  2. ความอ่อนไหวต่อส่วนต่างราคาน้ำมันดิบชนิดเบาและหนัก (Light-Heavy Crude Spread): โครงการ CFP ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ประโยชน์จากส่วนต่างราคาของน้ำมันดิบเบาและน้ำมันดิบหนัก โดยหากส่วนต่างนี้กว้างขึ้นเฉลี่ยทุก ๆ $+1 \text{ USD/bbl}$ จากสมมติฐานหลักเดิมที่ตั้งไว้ที่ $4.5 \text{ USD/bbl}$ (ซึ่งสอดคล้องกับอัตรากำไรขั้นต้นจากกระบวนการกลั่นแบบรวมกลุ่ม หรือ Gross Integrated Margin: GIM ที่ $10.8 \text{ USD/bbl}$) จะสร้างปัจจัยหนุน (Upside) ต่อกำไรสุทธิระยะยาวในปี พ.ศ. 2572 เพิ่มขึ้นถึง 2,038 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของประมาณการกำไรสุทธิ และผลักดันให้มูลค่าพื้นฐานของหุ้นเพิ่มขึ้น 7.70 บาทต่อหุ้น จากราคาเป้าหมายเดิมที่ 56.00 บาทต่อหุ้น.

ในการลดความผันผวนของกำไรที่เชื่อมโยงกับโครงการ CFP สรุปได้จากสมการคำนวณเป้าหมาย GIM ส่วนเพิ่มดังนี้:




การวิเคราะห์ฐานะการเงินและผลการดำเนินงานเชิงลึก (พ.ศ. 2566 – 2569)


ผลการดำเนินงานทางการเงินของไทยออยล์ในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการสร้างสมดุลทางบัญชีท่ามกลางมรสุมการลงทุนและภาวะตลาดโลกผันผวน. แม้ว่าในปี พ.ศ. 2568 บริษัทจะมีรายได้ลดลงเนื่องจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นใหญ่ตามรอบเวลา (Major Turnaround) ซึ่งดึงอัตรากำลังการผลิตลงชั่วคราว แต่ในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 บริษัทสามารถสร้างผลกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากรายการพิเศษทางบัญชีและการบริหารต้นทุนทางการเงิน

.

ตารางที่ 1: ผลประกอบการและฐานะทางการเงินเปรียบเทียบ (หน่วย: ล้านบาท)

ดัชนีทางการเงินหลักปี พ.ศ. 2566ปี พ.ศ. 2567ปี พ.ศ. 2568ไตรมาส 1 พ.ศ. 2569
รายได้จากการดำเนินธุรกิจ469,244466,777395,682122,458
รายได้อื่น3521,5574,5862,474
รายได้รวม470,583469,919401,814124,932
ต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวม439,684453,884386,06193,537
EBITDA36,14524,42228,32927,672
กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่19,4439,95914,58419,481
กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (บาท)8.704.466.538.72
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด28,43229,04262,56873,110
สินทรัพย์รวม419,993409,010427,284470,205
หนี้สินรวม251,681242,826234,252235,204
ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม168,312166,185193,032235,001

การเปรียบเทียบฐานะทางการเงินเชิงลึกสะท้อนให้เห็นว่าสภาพคล่องของไทยออยล์อยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแกร่งอย่างมาก โดยปริมาณเงินสดคลังขยายตัวจาก 29,042 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2567 สู่ระดับ 73,110 ล้านบาท ณ สิ้นสุดไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569. สภาพคล่องในสัดส่วนนี้ให้ความมั่นใจแก่ผู้ถือหุ้นและสถาบันการเงินว่าบริษัทมีความสามารถในการบริหารกระแสเงินสดภายในสำหรับโครงการ CFP โดยปราศจากความจำเป็นในการเพิ่มทุนจดทะเบียน.

นอกจากนี้ การวิเคราะห์เชิงปริมาณในระดับสากลผ่านดัชนีของตลาดและการเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ช่วยให้เห็นภาพรวมของขนาดองค์กรและโครงสร้างหนี้ในเวทีต่างประเทศ:


ตารางที่ 2: ตัวชี้วัดตลาดทุนระดับสากลและข้อมูลทางการเงิน TTM (สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ)

ดัชนีทางการเงินระดับสากลมูลค่า ณ สิ้นสุดไตรมาส 1 พ.ศ. 2569 (TTM)ผลประกอบการปี พ.ศ. 2565/2568 (FY2025)
ราคาหุ้นที่ทำการซื้อขายล่าสุด (ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น)1.401.42
มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap)3,130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ3,130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
มูลค่ากิจการรวม (Enterprise Value: EV)6,049 ล้านดอลลาร์สหรัฐ5,871 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายได้รวมจากการดำเนินงานสะสม 12 เดือน12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
EBITDA สะสม1,468 ล้านดอลลาร์สหรัฐ823 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
กำไรสุทธิรวมสะสม946 ล้านดอลลาร์สหรัฐ443 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
หนี้สินรวมในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ3,595 ล้านดอลลาร์สหรัฐ4,247 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขหนี้สินรวมในตารางที่ 2 ยืนยันถึงทิศทางความสำเร็จตามมาตรการลดภาระผูกพันทางการเงิน (De-leveraging) โดยหนี้สินรวมลดลงจากระดับ 4,247 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ. 2568 ลงมาอยู่ที่ 3,595 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน. เป็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมจากการชำระคืนและซื้อหุ้นกู้ก่อนกำหนดเพื่อประหยัดต้นทุนดอกเบี้ย

.

โครงสร้างผลกำไรสุทธิแยกตามรายธุรกิจและแนวโน้มการเติบโต


ในการประเมินเสถียรภาพทางการเงินของบริษัท ความหลากหลายของโครงสร้างกำไรเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยบริษัทรายงานการเติบโตของแต่ละธุรกิจย่อยที่มีความแตกต่างกันดังนี้:

ตารางที่ 3: สัดส่วนการทำกำไรสุทธิแยกตามกลุ่มธุรกิจ (Net Profit Breakdown)

กลุ่มธุรกิจของกลุ่มไทยออยล์กำไรปี พ.ศ. 2568 (ล้านบาท)สัดส่วนปี 2568 (ร้อยละ)กำไรไตรมาส 1/2569 (ล้านบาท)สัดส่วน ไตรมาส 1/2569 (ร้อยละ)
กลุ่มปิโตรเลียมและน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน8,07377%10,73983%
กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี--33911%
กลุ่มธุรกิจพลังงานไฟฟ้า1,81917%3792%
กลุ่มธุรกิจอื่นๆ และธุรกิจใหม่6416%2214%

หมายเหตุ: สัดส่วนคิดคำนวณจากยอดกำไรจากการดำเนินงานปกติก่อนหักรายการปรับปรุงรายการค้างคลังสต็อกและรายการพิเศษอื่น ๆ.

กระบวนการทำกำไรในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 เติบโตขึ้นอย่างโดดเด่นแตะระดับ 19,481 ล้านบาท ซึ่งได้รับอานิสงส์จากปัจจัยภายนอกและมาตรการบริหารพอร์ตการเงินเฉพาะ. โดยปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญมีดังนี้:

  1. กำไรจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain): วิกฤตความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันในทะเลส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้บริษัทบันทึกมูลค่าของสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นเป็นกำไรสูงถึง 16,746 ล้านบาท.

  2. กำไรทางบัญชีจากการซื้อคืนพันธบัตร (Bond Buybacks): ไทยออยล์ประสบความสำเร็จตามแผนซื้อคืนหุ้นกู้ระยะยาวต่างประเทศมูลค่าหน้าตั๋ว 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยซื้อแบบมีส่วนลดเฉลี่ยร้อยละ 14 ส่งผลให้ประหยัดต้นทุนทางการเงินและรับรู้เป็นกำไรพิเศษเข้ามาในไตรมาสนี้อีกจำนวน 2,436 ล้านบาท.

ในส่วนของกำลังการผลิตและการตลาดนั้น โรงกลั่นคงอัตราการเดินเครื่องที่ร้อยละ 113 เพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศและเขตภูมิภาคอินโดจีน. อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารได้ประเมินแนวโน้มผลประกอบการสำหรับไตรมาสที่ 2 และครึ่งหลังของปี พ.ศ. 2569 ว่าอาจเผชิญแรงกดดันจากการอ่อนตัวลงของส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป (Crack Spreads) อุปทานน้ำมันที่กลับมาดำเนินงานปกติ และแรงกดดันเชิงนโยบายจากมาตรการภาครัฐในการควบคุมเพดานราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการบันทึกผลขาดทุนทางบัญชีจากมูลค่าสต็อกน้ำมันค้างคลัง (Stock Loss) ในระยะถัดไป

.

เครือข่ายพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์และการลงทุนใน PT Chandra Asri (อินโดนีเซีย)


โครงสร้างสัดส่วนการถือหุ้นของไทยออยล์ประกอบด้วยการประสานพลังกันระหว่าง บมจ.ปตท. และกลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยทั้งสถาบันการเงินและผู้ลงทุนในประเทศและต่างประเทศ.

ตารางที่ 4: รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ 10 อันดับแรกของ TOP (ข้อมูลล่าสุด ณ กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569)

ลำดับที่รายชื่อกลุ่มผู้ถือหุ้นจำนวนหุ้นสามัญในการครอบครอง (หุ้น)สัดส่วนการถือหุ้น (ร้อยละ)
1

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ทั้งทางตรงและอ้อม)

1,005,920,23945.03
2บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด257,207,51911.51
3SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED75,253,2793.37
4บริษัท สยาม แมนเนจเม้นท์ โฮลดิ้ง จำกัด (SMH)66,400,4992.97
5THE BANK OF NEW YORK MELLON46,697,5672.09
6กองทุนรวม วายุภักษ์หนึ่ง46,348,4002.07
7สำนักงานประกันสังคม41,475,4731.86
8STATE STREET EUROPE LIMITED26,343,5341.18
9BNP PARIBAS NEW YORK BRANCH18,596,9000.83
10กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทิสโก้มาสเตอร์ร่วมทุน ซึ่งจดทะเบียนแล้ว13,955,9320.62

หมายเหตุ: โครงสร้างการถือหุ้นมีจำนวนหุ้นจดทะเบียนชำระแล้วรวมทั้งสิ้น 2,233.84 ล้านหุ้น โดยมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) อยู่ที่ร้อยละ 51.98

.

นัยสำคัญของพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ในต่างประเทศ: Chandra Asri และการเติบโตขั้นปลาย


กลุ่มไทยออยล์มุ่งขยายห่วงโซ่ปิโตรเคมีไปสู่ผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ที่มีศักยภาพการเติบโตในภูมิภาค. ส่งผลให้ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2564 บริษัทได้ดำเนินธุรกรรมลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ โดยการเข้าซื้อหุ้นร้อยละ 15.38 ใน PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและสาธารณูปโภคครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอินโดนีเซีย มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 1.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ.

การลงทุนดังกล่าวแบ่งกระบวนการจัดหาออกเป็นสองระยะอย่างเป็นระบบ:

  1. ระยะแรก (Phase 1): การเข้าถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 15.0 ผ่านการรับโอนสิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนจากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม (กลุ่ม Barito) มูลค่าไม่เกิน 914 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งดำเนินการเสร็จสิ้นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2564.

  2. ระยะที่สอง (Phase 2): ทางเลือกในการเข้าซื้อสัดส่วนเพิ่มเติมอีกร้อยละ 0.38 มูลค่าไม่เกิน 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision: FID) ในอภิมหาโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์แห่งที่สองหรือโครงการ CAP2 มูลค่ากว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ เมืองซิเลกอน ประเทศอินโดนีเซีย.

ความเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Integration) ภายใต้โครงสร้างนี้กำหนดให้ไทยออยล์เป็นผู้จัดหาวัตถุดิบ (Feedstock Supplier) ระยะยาว โดยทำสัญญาจัดส่งแนฟทา (Naphtha) และ LPG จากหน่วยกลั่นของโครงการ CFP ปริมาณ 1 ล้านตันต่อปีให้แก่โรงงานแปรรูปโอเลฟินส์ของ CAP2. ขณะเดียวกันบริษัทยังได้รับสิทธิ์ในการร่วมกระจายและขายผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์และเคมีภัณฑ์เหลวในส่วนขยายปริมาณ 176,000 ตันต่อปี และ 124,000 ตันต่อปี ตามลำดับ ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่ตลาดโพลิเมอร์ขั้นปลายน้ำเป็นครั้งแรกของกลุ่มไทยออยล์.

ในแง่ของโครงสร้างสินทรัพย์ข้ามชาติ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565 บริษัท CAP ได้ทำธุรกรรมแตกพาร์หรือแบ่งแยกหุ้น (Stock Split) ในอัตราส่วน 1:4 ซึ่งส่งผลให้ปริมาณหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียขยายตัวขึ้นเป็น 86,511.55 ล้านหุ้น เพื่อเสริมสภาพคล่อง. ขณะที่โครงสร้างการร่วมลงทุนได้รับการปรับปรุงเมื่อผู้ร่วมลงทุนชาวไทยรายใหญ่อย่าง บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ตัดสินใจปรับพอร์ตลดสัดส่วนถือครองหุ้นใน CAP ลงร้อยละ 10.57 ในช่วงปี พ.ศ. 2568 ทำให้โครงสร้างพันธมิตรของไทยออยล์และ Barito Group ในฐานะ Standby Buyer ร่วมกับกลุ่มทุนอื่น ๆ มีบทบาทชัดเจนยิ่งขึ้นในการผลักดันการเติบโตทางอุตสาหกรรมในแถบอาเซียน

.

กลยุทธ์สิ่งแวดล้อม (ESG) มาตรฐานความปลอดภัย และมาตรการป้องกันความเสี่ยงของทุ่น SBM-2


กลุ่มไทยออยล์ได้หลอมรวมมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เข้าไปในกลยุทธ์ทางธุรกิจภายใต้มาตรฐาน "AAA" เพื่อรักษาภาพลักษณ์และการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม. แม้ว่าสัดส่วนคะแนนความเสี่ยงด้านการเปิดรับ (ESG Exposure Rating) จาก Pitchbook จะระบุว่าบริษัทเผชิญความเสี่ยงในระดับรุนแรง (Severe Risk ที่ 40.81 คะแนน) ซึ่งเป็นเรื่องปกติของอุตสาหกรรมโรงกลั่นปิโตรเลียมที่มีห่วงโซ่อุปทานที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง. แต่ทางบริษัทมีแนวทางป้องกันภัยและลดผลกระทบเชิงรุกอย่างเคร่งครัด

.

มาตรการป้องกันอุบัติภัยและโครงสร้างจัดการคราบน้ำมันของทุ่น SBM-2


ทุ่นรับน้ำมันดิบกลางทะเลหมายเลข 2 (SBM-2) ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์รับวัตถุดิบปิโตรเลียมของโรงกลั่นศรีราชา แต่เป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวสูงต่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม. ในอดีตได้เกิดวิกฤตน้ำมันดิบรั่วไหลในบริเวณนี้สองครั้งสำคัญ:

  1. เหตุการณ์ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2566 (2023): เกิดการรั่วไหลระหว่างการถ่ายน้ำมันจากเรือขนส่งปริมาณราว 60,000 ลิตร (ประมาณ 50–70 ลูกบาศก์เมตร) ซึ่งทางไทยออยล์เข้าจัดการด้วยการพ่นสารขจัดคราบน้ำมันพิเศษ Super Dispersant 25 ปริมาณ 6,000 ลิตรร่วมกับทุ่นโอบล้อมทางกายภาพอย่างเร่งด่วนเพื่อจำกัดความเสียหาย.

  2. เหตุการณ์ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568 (2025): ผลกระทบจากมรสุมรุนแรงและสภาพคลื่นสูงได้ก่อให้เกิดการรั่วไหลของน้ำมันดิบกลางทะเลปริมาณราว 20 ตัน ซึ่งทางกรมควบคุมมลพิษได้วิเคราะห์แผนจำลองเคลื่อนที่ของน้ำมัน (OILMAP) พบทิศทางการเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งทิศใต้ของเกาะสีชัง. ไทยออยล์และทัพเรือภาค 2 ได้ร่วมกันวางแนวบูมทางกายภาพ สกัดคราบฟิล์มน้ำมันจนสลายตัวทั้งหมดภายในเวลาอันสั้นและไม่มีรายงานผลกระทบต่อเนื่องทางธรรมชาติที่รุนแรง.

เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำซากในอนาคต บริษัทได้จัดทำแผนปฏิบัติการปรับปรุงมาตรฐานทางเทคนิคเพื่อป้องกันความเสี่ยง (SBM De-risking Action Plan) ประกอบด้วยองค์ประกอบหลักดังนี้:

ตารางที่ 5: แผนเทคโนโลยีและรอบเวลาการตรวจสอบโครงสร้าง SBM-2

รายการโครงสร้างเชิงกายภาพวิธีการทางเทคโนโลยีและขั้นตอนการตรวจสอบรอบเวลาการปฏิบัติงาน
ทุ่นลอยผูกเรือและรับน้ำมันดิบ (SBM Buoy)การวัดความหนาโครงสร้างโลหะด้วยคลื่นความถี่สูงอัลตราโซนิก (Ultrasonic Testing) ควบคู่กับระบบตรวจสอบเชิงสายตาโดยวิศวกรนอกชายฝั่งทุกๆ 1 ปี
ท่อขนถ่ายน้ำมันดิบใต้ทะเลแบบยืดหยุ่น (Flexible Submarine Hoses)การตรวจสอบสภาพด้วยการส่งทีมนักดำน้ำลงตรวจตราใต้ทะเล (Offshore Diving Surveillance Testing)ทุกๆ 3 เดือน
การทดสอบความแข็งแกร่งของแรงดันสายท่อใต้ทะเลการทดสอบความสมบูรณ์และทดสอบแรงดันท่อแบบแรงดันน้ำ (Offshore Hydrostatic Testing)ทุกๆ 1 ปี
โครงสร้างระบบท่อขนส่งบนบกการนำท่อขึ้นมาล้างระบบ ตรวจสอบความแข็งแกร่งและวิเคราะห์รอยร้าวในพื้นที่ปิด (Onshore Inspection)ทุกๆ 2 ปี

นอกจากมาตรการการบำรุงรักษาเชิงรุกตามตารางแล้ว บริษัทยังดำเนินการปรับปรุงระบบเฝ้าระวังพยากรณ์อากาศแบบเร่งด่วน (Squall Warning system) ด้วยการยกระดับจากการส่งคำเตือนผ่านระบบอีเมลแบบเดิม ไปสู่ระบบตรวจสอบสภาพอากาศตามเวลาจริง (Real-time Visual & Audible Alerts) ผ่านหน้าจออุปกรณ์คอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตในศูนย์ควบคุม. และเพิ่มการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) คุณภาพสูงบนทุ่น SBM-2 เพื่อสตรีมสัญญาณภาพสดตรงสู่ Main Control Building 2 (MCB-2) ร่วมกับการพยากรณ์ความตึงเครียดของสายยึดทุ่นเพื่อหยุดการขนถ่ายน้ำมันล่วงหน้าทันทีหากพายุมีความรุนแรงเกินเกณฑ์มาตรฐาน

.

ระบบนิเวศนวัตกรรม โครงสร้างทางสังคม และความรับผิดชอบเชิงสิ่งแวดล้อม


การก้าวขึ้นสู่การเป็นองค์กรที่มีความยั่งยืน 100 ปีของกลุ่มไทยออยล์ ขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างนวัตกรรมภายในควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตรอบพื้นที่ปฏิบัติงาน

.

นวัตกรรมและการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน


ไทยออยล์มุ่งมั่นยกระดับขีดความสามารถด้านนวัตกรรมองค์กร โดยได้รับการประเมินระดับวุฒิภาวะทางนวัตกรรม (Corporate Innovation Maturity Level) อยู่ที่ระดับ 3 (Challenging Level) และมีเป้าหมายเชิงโครงสร้างที่จะขับเคลื่อนขึ้นสู่ระดับ 4 (Proficient Level) ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2569. การพัฒนานวัตกรรมนี้ทำผ่านกลุ่มงานวิจัยและพนักงานผู้เชี่ยวชาญภายใต้โครงสร้างศูนย์ความเป็นเลิศ (Centers of Excellence) ทั้งหมด 6 ด้าน ดังนี้:

  1. Crude Excellence Center: ศูนย์กลางความเชี่ยวชาญและคัดกรองจัดลำดับความเหมาะสมของชนิดน้ำมันดิบจากทั่วโลก.

  2. Catalyst & Adsorbent Excellence Center: ศูนย์ศึกษาประสิทธิภาพของสารเร่งปฏิกิริยาและตัวดูดซับเพื่อลดอัตราการสูญเสียพลังงานในหอคอยกลั่น.

  3. AI/Robotics Solution Provider: หน่วยออกแบบและพัฒนาระบบหุ่นยนต์ตอบสนองอุตสาหกรรม และการส่งพนักงานเข้าร่วมประกวดความก้าวหน้าเทคโนโลยี AI ในงาน Thaioil AI Hackathon.

  4. High Value Product/High Value Business: ฝ่ายงานวิจัยและพัฒนาสารเคมีพิเศษที่มีอัตรากำไรขั้นต้นโดดเด่นเพื่อป้อนตลาด New S-Curve.

  5. Polymer & Olefin Derivatives: ศูนย์วิจัยและวิเคราะห์โครงสร้างคุณสมบัติของโพลิเมอร์เพื่อหนุนธุรกิจการค้าร่วมกับ CAP ในต่างประเทศ.

  6. Sustainability & New Business: แผนกออกแบบเส้นทางเพื่อผลักดันการก้าวสู่องค์กร Net Zero.


ความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างทั่วถึง (CSR)


ในมิติทางสังคม กลุ่มไทยออยล์ได้จัดสรรทรัพยากรเพื่อดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนและสร้างสาธารณประโยชน์รอบพื้นที่โรงกลั่นในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รวมเป็นเงินจำนวน 192.51 ล้านบาท. โครงการที่ส่งผลสัมฤทธิ์อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่:

  • โครงการส่งเสริมสุขภาพช่องปากชุมชน: การจัดหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่เข้าไปบริการตรวจฟัน อุดฟัน และส่งเสริมสุขภาพปากของกลุ่มนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 รอบเขตโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 8 สถาบันรวมกว่า 5,500 ราย.

  • แนวคิด Team Spirit for All: โครงการรวมพลังพนักงานและกลุ่มผู้รับเหมาในลักษณะงานอาสาสมัครรวม 36 ฝ่ายงาน มีพนักงานร่วมมากกว่า 1,170 คน ขับเคลื่อนโครงการสิ่งแวดล้อมรอบโรงกลั่นจำนวน 25 กิจกรรม โดยบริษัทอัดฉีดงบประมาณสมทบในส่วนวัสดุอุปกรณ์ที่ 20,000 บาทต่อหน่วยงาน.

  • โครงสร้างพลังงานสะอาดในพื้นที่ห่างไกล: การพัฒนาการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) กำลังการผลิตรวม 122.1 กิโลวัตต์ ให้แก่โรงพยาบาลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 1 แห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 2 แห่ง และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในจังหวัดตากอีก 4 สถาบัน ซึ่งลดต้นทุนค่าพลังงานไฟฟ้าให้แก่สถาบันเหล่านี้ได้รวมกว่า 1.3 ล้านบาทต่อปี.


บทวิเคราะห์สรุปความยั่งยืนเชิงอนาคตและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์


ผลจากการประเมินและทบทวนรายละเอียดทั้งหมดชี้ชัดว่า บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) มีกระบวนการปรับโครงสร้างทุนที่ก้าวหน้าอย่างยิ่งและมีความแข็งแกร่งทางการเงินเพื่อข้ามผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากของการก่อสร้างโครงการ CFP ไปได้อย่างราบรื่น

.

การประเมินสถานะทางการเงินเชิงลึกและการลดหนี้สิน


ความวิตกของตลาดทุนต่อแนวโน้มการเพิ่มงบประมาณโครงการ CFP อีกกว่า 6.3 หมื่นล้านบาทได้รับการคลี่คลายอย่างสมบูรณ์จากยอดเงินสดคงคลังในมือที่อยู่ในระดับสูงกว่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับการดำเนินกลยุทธ์จำหน่ายสินทรัพย์และซื้อคืนตราสารหนี้ต่างประเทศด้วยอัตราส่วนลดที่ดีเยี่ยม. ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ($\text{Net Debt-to-Equity Ratio}$) ปรับตัวลดลงจาก $0.9$ เท่ามาอยู่ที่ $0.2$ เท่า ซึ่งแสดงถึงการบริหารความปลอดภัยในโครงสร้างทางการเงินและการรักษาอันดับความน่าเชื่อถือในระดับลงทุน (Investment Grade) ไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

.

นัยสำคัญของศักยภาพโรงกลั่นใหม่และเป้าหมายระยะยาว


เมื่อโครงการ CFP สามารถเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์และจัดส่งวัตถุดิบเชิงอุตสาหกรรมเข้าสู่พอร์ตโฟลิโอร่วมกับอินโดนีเซียได้ในปี พ.ศ. 2571–2572. กลุ่มไทยออยล์จะสามารถใช้ประโยชน์จากอัตรากำลังการผลิตระดับ 400,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อเป็นโรงกลั่นที่มีอิทธิพลต่อเสถียรภาพทางพลังงานและการกระจายสินค้าราคาประหยัดที่น่าจับตาที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.

ในการนี้ การขยายพอร์ตโฟลิโอไปสู่กลุ่ม High Value Product และ SAF ที่สอดรับกับมาตรการ NDC 3.0 จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยป้องกันความผันผวนของส่วนต่างราคาน้ำมันกลั่นดั้งเดิมได้อย่างยั่งยืน และปูทางให้ไทยออยล์ก้าวไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปลดปล่อยไอเสียสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ได้อย่างเป็นรูปธรรม.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น