วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569

PTTEP บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

 

รายงานการวิเคราะห์กลยุทธ์ การดำเนินงาน และโครงสร้างความยั่งยืนของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)


บทนำและโครงสร้างการถือหุ้นขององค์กร


บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2528 โดยมีพันธกิจสำคัญในการแสวงหาและจัดการพลังงานปิโตรเลียมเพื่อรองรับความมั่นคงทางพลังงานและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นพันธมิตรด้านพลังงานที่ได้รับความไว้วางใจและมุ่งสร้างผลประกอบการที่มีประสิทธิภาพและนวัตกรรมเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ต่อมาบริษัทฯ ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2536 และทำการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ในราคา 33.00 บาทต่อหุ้น ที่มูลค่าตราไว้ (พาร์) 10.00 บาทต่อหุ้น โดยได้รับการสนับสนุนด้านการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์จาก บริษัทเงินทุน ภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการแตกพาร์ครั้งล่าสุดเหลือ 1.00 บาทต่อหุ้น เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2549 เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดรอง

โครงสร้างการจัดสรรทุนและสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ ปตท.สผ. สะท้อนถึงการรวมกลุ่มธุรกิจพลังงานภายใต้กำกับของรัฐ โดยมี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดในสัดส่วนร้อยละ 63.79 ซึ่งโครงสร้างของ ปตท. นั้นรัฐบาลไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ผ่านทางกระทรวงการคลัง ในขณะที่โครงสร้างผู้ถือหุ้นรายย่อยหรือ Free Float อยู่ที่ร้อยละ 34.70 ของทุนชำระแล้ว โดยมีจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมด 63,227 ราย และผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวน 55,596 ราย ซึ่งมีการถือครองหุ้นในรูปแบบไร้ใบหุ้น (Scriptless) สูงถึงร้อยละ 99.93 ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โดยมีสำนักงานใหญ่ของบริษัทฯ ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 555/1 ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคาร A ชั้น 19-36 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร


ตารางที่ 1: โครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 10 อันดับแรกของ ปตท.สผ. (ข้อมูล ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569)

อันดับรายชื่อผู้ถือหุ้นจำนวนหุ้นที่ถือครอง (หุ้น)สัดส่วนการถือหุ้น (%)
1บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)2,532,340,48963.79
2บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (Thai NVDR)265,593,0006.69
3กองทุนรวม วายุภักษ์หนึ่ง69,871,1001.76
4STATE STREET EUROPE LIMITED67,490,0001.70
5บริษัท สยาม แมนเนจเม้นท์ โฮลดิ้ง จำกัด59,520,0001.50
6SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED57,987,8791.46
7สำนักงานประกันสังคม33,745,0000.85
8NORTRUST NOMINEES LIMITED-NT0 SEC LENDING THAILAND CL AC30,569,0000.77
9HSBC BANK PLC-CLIENTS GENERAL A/C26,996,0000.68
10PEOPLES BANK OF CHINA26,996,0000.68

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

ในมิติของการกำกับดูแลกิจการ คณะกรรมการของ ปตท.สผ. ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในหลากมิติ โดยมีนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการและกรรมการอิสระ และมีนายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ ร่วมด้วยกรรมการท่านอื่นๆ อาทิ พลตำรวจเอก กิตทีรัฐ พันธุ์เพ็ชร์, นายคงกระพัน อินทรแจ้ง, นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ, นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์, นายธงทิศ ฉายากุล, นายธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาส, นายพงศธร ทวีสิน, พลตำรวจเอก มนู เมฆหมอก, นางสาวมัทนา เจริญศรี และนางสิริวิภา สุพรรณธเนศ ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่กำกับดูแลให้ ปตท.สผ. ขับเคลื่อนกรอบการทำงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านสามองค์ประกอบหลัก ได้แก่ องค์กรประสิทธิภาพสูง (HPO) บรรษัทภิบาล การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (GRC) และการสร้างคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้เสีย (SVC) ปัจจุบันบริษัทฯ สามารถรักษาระดับคะแนนความเข้มแข็งในการบริหารจัดการตามกรอบ GRC Maturity ไว้ได้สูงถึง 3.84 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5.00 คะแนน


การวิเคราะห์ผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินเชิงลึก


ผลประกอบการทางการเงินของ ปตท.สผ. สะท้อนถึงขีดความสามารถในการปรับตัวและการบริหารต้นทุนท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยในปี พ.ศ. 2568 บริษัทฯ สามารถสร้างรายได้รวมทั้งสิ้น 294,849 ล้านบาท (คิดเป็น 8,970 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และมีกำไรสุทธิ 60,273 ล้านบาท (คิดเป็น 1,830 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) แม้ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยจะอ่อนตัวลงร้อยละ 6 ไปอยู่ที่ 43.82 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ (BOE) จากการลดลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ทว่าปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ยต่อวันกลับเติบโตแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 509,906 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน (BOED) ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากปี พ.ศ. 2567 โดยได้รับปัจจัยบวกหลักจากการรับรู้ปริมาณก๊าซธรรมชาติจากโครงการจี 1/61 ได้เต็มปีตามเป้าหมาย และการเข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 50 ในโครงการพัฒนาพื้นที่ร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) แปลง A18

เมื่อวิเคราะห์งบการเงินในไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2569 ปตท.สผ. รายงานกำไรสุทธิรวม 11,835 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 29 ถึง 31 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิ 16,560 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กำไรจากการดำเนินงานปกติของบริษัทฯ ยังคงเติบโตอย่างมั่นคงตามทิศทางราคาขายและปริมาณการขายเฉลี่ยต่อวันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยหลักที่เข้ามากดดันผลกำไรสุทธิคือการรับรู้ผลขาดทุนทางบัญชีจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Oil Price Hedging) ที่มีการรับรู้ขาดทุนแบบประเมินมูลค่าตามราคาตลาด (Mark-to-Market Loss) จำนวน 267 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรายการดังกล่าวส่วนใหญ่ได้รับการชดเชยเชิงปฏิบัติการ (Offset) จากผลตอบแทนการลงทุนในโครงการต้นน้ำต่างๆ

ในด้านความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส งบการเงินรวมของ ปตท.สผ. ได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นแบบไม่มีเงื่อนไข (Unqualified Opinion) จากผู้สอบบัญชีภายนอกอย่าง บริษัท ไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด อย่างต่อเนื่อง โครงสร้างงบดุลของบริษัทฯ ยังคงรักษาความเข้มแข็งอย่างยอดเยี่ยม โดยมีหนี้สินรวมอยู่ที่ 455,085.86 ล้านบาท ขณะที่มีสินทรัพย์รวมขยายตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 987,917.00 ล้านบาท ณ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569 การสะสมมูลค่าของสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนหลัก เช่น ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์สุทธิ (PP&E) ขยายตัวขึ้นสู่ 546,824.65 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปี พ.ศ. 2566 ที่มีจำนวน 440,270.61 ล้านบาท แสดงถึงการลงทุนขยายโครงสร้างพื้นฐานและการขุดเจาะอย่างต่อเนื่อง ขณะที่มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (Book Value Per Share: BVPS) เพิ่มขึ้นจาก 123.37 บาทในปี พ.ศ. 2567 เป็น 129.64 บาทในปี พ.ศ. 2568 และแตะระดับ 134.15 บาทในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569


ตารางที่ 2: งบการเงินรวมและโครงสร้างสินทรัพย์หนี้สินของ ปตท.สผ. (พ.ศ. 2566 – 2569)

รายการทางการเงิน (หน่วย: ล้านบาท)ปี พ.ศ. 2566 (Y/E)ปี พ.ศ. 2567 (Y/E)ปี พ.ศ. 2568 (Y/E)ไตรมาส 1 ปี พ.ศ. 2569
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด137,541.86133,849.5873,075.3080,792.24
ลูกหนี้การค้าสุทธิ62,241.0643,270.4244,492.3650,053.88
สินทรัพย์หมุนเวียนรวม234,800.38222,131.31156,074.91165,494.96
ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์สุทธิ (PP&E)440,270.61490,484.14511,449.68546,824.65
สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนรวม668,020.54743,169.43777,861.76822,422.04
สินทรัพย์รวมทั้งหมด902,820.93965,300.75933,936.67987,917.00
เจ้าหนี้การค้าสุทธิ49,411.7861,089.3266,918.2862,401.48
หนี้สินหมุนเวียนรวม88,590.36105,501.79113,987.08139,018.63
หนี้สินไม่หมุนเวียนรวม314,787.75323,923.25300,381.84316,067.23
หนี้สินรวมทั้งหมด403,378.12429,425.05414,368.93455,085.86
ทุนจดทะเบียนและชำระแล้ว3,969.993,969.993,969.993,969.99
ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ105,417.62105,417.62105,417.62105,417.62

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:


ตารางที่ 3: ข้อมูลทางการเงินและการดำเนินงานในรูปแบบสกุลดอลลาร์สหรัฐ (พ.ศ. 2565 – 2568)

ตัวชี้วัดหลักและผลการดำเนินงานปี พ.ศ. 2565ปี พ.ศ. 2566ปี พ.ศ. 2567ปี พ.ศ. 2568
ปริมาณการขายปิโตรเลียมสุทธิ (BOED)416,141468,130462,007509,906
ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ย (ดอลลาร์สหรัฐต่อ BOE)43.4953.3948.2143.82
รายได้จากการขาย (ล้านดอลลาร์สหรัฐ)6,7319,2708,5118,970
EBITDA (ล้านดอลลาร์สหรัฐ)4,9967,1036,4335,956
กำไรสุทธิสำหรับปี (ล้านดอลลาร์สหรัฐ)1,2111,1201,5691,830

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

เมื่อจำแนกโครงสร้างทางการเงินตามประเภทผลิตภัณฑ์ พบว่าสัดส่วนปริมาณการผลิตและการขายของ ปตท.สผ. ส่วนใหญ่เน้นหนักไปที่ผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 71 ของปริมาณการขายรวมในไตรมาสที่ 2 ปี พ.ศ. 2568 ทว่าก๊าซธรรมชาติสร้างสัดส่วนรายได้คิดเป็นร้อยละ 44 ของรายได้รวมเท่านั้น เนื่องจากผลิตภัณฑ์กลุ่มของเหลวอย่างน้ำมันดิบและคอนเดนเสทมีราคาต่อหน่วยที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ในด้านโครงสร้างต้นทุน ต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) มีความเคลื่อนไหวปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยขึ้นมาอยู่ที่ 23.97 ดอลลาร์สหรัฐต่อ BOE ในไตรมาสที่ 2 ปี พ.ศ. 2568 ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากสัดส่วนค่าเสื่อมราคา ค่าสิ้นเปลือง และค่าตัดจำหน่าย (DD&A) ของโครงการขุดเจาะที่ปรับตัวขึ้นเป็น 16.38 ดอลลาร์สหรัฐต่อ BOE ต้นทุนต่อหน่วยได้ปรับเพิ่มต่อเนื่องไปอยู่ที่ 31.52 ดอลลาร์สหรัฐต่อ BOE ในไตรมาสที่ 3 ปี พ.ศ. 2568 จากผลกระทบของค่าใช้จ่ายการบริหารและการสำรวจที่เพิ่มขึ้น และแตะระดับ 32.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อ BOE ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 ก่อนที่ฝ่ายจัดการจะปรับปรุงสัดส่วนประสิทธิภาพและมีแผนผลักดันให้ต้นทุนต่อหน่วยทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับเป้าหมายที่ 30.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อ BOE เพื่อรักษาระดับกำไรจากการดำเนินงานปกติ ทั้งนี้ ในส่วนของนโยบายเงินปันผล คณะกรรมการบริษัทฯ ได้เสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับปี พ.ศ. 2568 ในอัตรา 8.75 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายปันผลร้อยละ 59 ของกำไรสุทธิ และคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูงถึงร้อยละ 6.53 ถึง 8.52 ในช่วงปี พ.ศ. 2568-2569


พอร์ตโฟลิโอการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศและต่างประเทศ


ประวัติศาสตร์และการพัฒนาแหล่งพลังงานในประเทศของ ปตท.สผ. มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นผู้ร่วมทุนในแปลงสัมปทานเอส 1 (S1) อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันดิบบนบกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศหรือ "แหล่งสิริกิติ์" ต่อมาบริษัทฯ ได้สร้างความก้าวหน้าครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์พลังงานด้วยการพัฒนาขึ้นเป็นผู้ดำเนินการ (Operator) เต็มรูปแบบในโครงการบงกช (แปลง G2/61) ในปี พ.ศ. 2541 ซึ่งถือเป็นโครงการก๊าซธรรมชาติในทะเลขนาดใหญ่แห่งแรกที่ดำเนินการโดยบริษัทสัญชาติไทย โดยพื้นที่แหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติบงกชและอาทิตย์ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานนามพื้นที่จากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ว่า "เขตปิโตรเลียมนวมินทร์"

ในส่วนการดำเนินงานในอ่าวไทย ปตท.สผ. ได้ใช้แบบจำลองความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่เรียกว่า "GoT Model" (Gulf of Thailand Model) ซึ่งเป็นแบบจำลองเชิงธรณีวิทยาที่พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดทางกายภาพของอ่าวไทยที่มีลักษณะของรอยเลื่อน (Fault) ในชั้นหินค่อนข้างถี่และซับซ้อน แบบจำลองนี้ช่วยให้บริษัทฯ สามารถเชื่อมต่อโครงสร้างการผลิตของแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดเล็กหลายๆ แหล่งเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยต้นทุนที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ และเป็นแนวทางวิศวกรรมที่สามารถนำไปปรับใช้ในภูมิภาคอื่นที่มีลักษณะทางธรณีวิทยาคล้ายกันได้ทั่วโลก

จากการใช้แบบจำลองดังกล่าว ร่วมกับการมุ่งบริหารและเร่งอัตรากำลังการผลิต ส่งผลให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในโครงการจี 1/61 (เอราวัณ) สู่ระดับเป้าหมายที่ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ควบคู่ไปกับการเร่งปริมาณการผลิตในแหล่งอาทิตย์จากเดิม 280 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ขึ้นเป็น 330 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และการได้รับการขยายอายุสัมปทานโครงการคอนแทร็คท์ 4 (แปลง B12/27) ออกไปอีก 10 ปี (พ.ศ. 2571–2581) ซึ่งเป็นแหล่งที่ส่งมอบก๊าซธรรมชาติคิดเป็นร้อยละ 13 ของอัตราการใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศ

สำหรับการลงทุนในภูมิภาคต่างประเทศ ปตท.สผ. มุ่งขยายฐานสินทรัพย์ปิโตรเลียมไปยังแหล่งที่มีโครงสร้างต้นทุนต่ำและมีปริมาณสำรองสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง โดยในประเทศมาเลเซีย บริษัทฯ ประสบความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์จากการค้นพบก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดที่แหล่งลัง เลอบาห์ (Lang Lebah) โครงการซาราวัก เอสเค410บี ซึ่งมีปริมาณสำรองก๊าซประมาณ 5–6 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และมีการจับมือเป็นพันธมิตรร่วมทุนกับ TotalEnergies ในบล็อก SK408 เพื่อเพิ่มปริมาณสำรองและกำลังการผลิตในทันที ในขณะที่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ปตท.สผ. ได้เข้าถือสัดส่วนร้อยละ 20 ในแปลงสัมปทานบล็อก 61 ประเทศโอมาน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตก๊าซบกหลักของประเทศ และสัดส่วนร้อยละ 2 ในบล็อก 6 (PDO) ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันดิบบนบกขนาดใหญ่ที่สุดในโอมาน โดยมีกำลังการผลิตน้ำมันดิบเฉลี่ย 710,351 บาร์เรลต่อวันในปี พ.ศ. 2568

นอกจากนี้ การจัดระเบียบโครงสร้างสินทรัพย์ (Portfolio Rationalization) ของ ปตท.สผ. ดำเนินไปตามทิศทางกลยุทธ์การลดความเสี่ยงเชิงพื้นที่และลดสัดส่วนพลังงานคาร์บอนสูง โดยมีกรณีการถอนตัวและการจำหน่ายสัญญาสินทรัพย์ที่สำคัญดังนี้:

  • โครงการมอนทารา ประเทศออสเตรเลีย: ปตท.สผ. ดำเนินการขายเงินลงทุนร้อยละ 100 ในแหล่งมอนทารา นอกชายฝั่งออสเตรเลีย ให้แก่ Jadestone Energy ในปี พ.ศ. 2561 มูลค่า 195 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่าส่วนเพิ่มตามเงื่อนไขทางธุรกิจอีก 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การจำหน่ายสินทรัพย์นี้เกิดขึ้นภายหลังการปรับกลยุทธ์เพื่อยุติการผลิตในแหล่งที่มีความเสี่ยงสูง หลังจากเผชิญอุบัติภัยปิโตรเลียมรั่วไหลในปี พ.ศ. 2552 ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ ต้องผ่านกระบวนการปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัย สุขอนามัย และสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก (Mindful Organisation) และยุติข้อผูกพันทางกฎหมายกับรัฐบาลออสเตรเลียได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2556

  • โครงการมาเรียนา ออยล์แซนด์ ประเทศแคนาดา: ในปี พ.ศ. 2560 ปตท.สผ. ตัดสินใจชะลอแผนการลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) และรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ทางบัญชีรวมจำนวน 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากโครงสร้างต้นทุนและภาระการลงทุนของโครงการประเภททรายน้ำมัน (Oil Sands) อยู่ในระดับที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันโลก และสอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของกลุ่ม ปตท. ที่มุ่งเน้นสินทรัพย์ประเภทก๊าซธรรมชาติและพลังงานสะอาดเป็นหลัก

  • แปลงสำรวจบล็อก 12 ประเทศโอมาน: บริษัทฯ ตัดสินใจคืนสิทธิ์และยุติการร่วมทุนเนื่องจากผลประเมินทางธรณีวิทยาเชิงลึกไม่พบศักยภาพในการผลิตปิโตรเลียมในระดับที่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์


ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและสังคมคาร์บอนต่ำ


ปตท.สผ. มุ่งมั่นดำเนินงานเพื่อไปสู่เป้าหมายความรับผิดชอบต่อสภาพภูมิอากาศผ่านแนวคิด "EP Net Zero 2050" โดยมีเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2593 ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภท Scope 1 และ Scope 2 ของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมภายใต้การควบคุมการปฏิบัติงานของบริษัทฯ แผนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานนี้ได้กำหนดเป้าหมายการลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Intensity) ลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2573 และร้อยละ 50 ภายในปี พ.ศ. 2583 เมื่อเทียบกับปีฐาน พ.ศ. 2563 รวมถึงเป้าหมายการลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซมีเทนลงต่ำกว่าร้อยละ 0.2 ภายในปี พ.ศ. 2573

แนวทางปฏิบัติภารกิจเพื่อสังคมคาร์บอนต่ำได้รับการขับเคลื่อนผ่านโครงการสำคัญดังต่อไปนี้:


โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS)


ปตท.สผ. ประสบความสำเร็จในการประกาศการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) สำหรับโครงการ CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มการดักจับและกักเก็บคาร์บอนแห่งแรกของประเทศไทย คาดว่าจะสามารถเริ่มกระบวนการจัดเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินใต้ทะเลถาวรได้ภายในปี พ.ศ. 2571 โดยมีอัตราการจัดเก็บคาร์บอนเป้าหมายอยู่ที่ 700,000 ถึง 1,000,000 ตันต่อปี อีกทั้งยังมีความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ INPEX Corporation และ JGC Holdings Corporation เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายผลโครงการ CCS ไปยังพื้นที่อุตสาหกรรมอื่นในประเทศ


การลงทุนในนวัตกรรมไฮโดรเจนและพลังงานหมุนเวียนระดับกิกะวัตต์


บริษัท ฟิวเจอร์เทค เอนเนอร์ยี่ เวนเจอร์ส จำกัด (FTEV) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. ได้รับหน้าที่เป็นหัวหอกสำคัญในการขยายพอร์ตโฟลิโอไปสู่ธุรกิจสีเขียวและพลังงานอนาคต โดยโครงการเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญประกอบด้วย:

  • โครงการกรีนไฮโดรเจน แปลงสัมปทาน Z1-02 ประเทศโอมาน: FTEV ร่วมทุนในสัดส่วนร้อยละ 11 ในกลุ่มพันธมิตรผู้พัฒนาร่วมกับ POSCO Holdings (ผู้ถือสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 28), ENGIE (ร้อยละ 25), Samsung Engineering และกลุ่มบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าของประเทศเกาหลีใต้ โครงการนี้เป็นการผลิตกรีนไฮโดรเจนแบบครบวงจร โดยใช้กำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมรวมกว่า 5 กิกะวัตต์ (GW) ในการขับเคลื่อนระบบแยกน้ำเพื่อผลิตกรีนไฮโดรเจนปริมาณ 220,000 ตันต่อปี และส่งต่อไปยังโรงงานแปรสภาพเป็นกรีนแอมโมเนียขนาด 1.2 ล้านตันต่อปี ณ เขตเศรษฐกิจพิเศษดุคุม (Duqm) เพื่อการส่งออกไปยังเกาหลีใต้ โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในปี พ.ศ. 2530

  • โครงการซีกรีน ออฟชอร์ วินด์ฟาร์ม (Seagreen Offshore Wind Farm) ประเทศสกอตแลนด์: ปตท.สผ. เข้าถือสัดส่วนร่วมทุนร้อยละ 25.5 ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสกอตแลนด์ กำลังผลิตรวม 1.1 กิกะวัตต์ ซึ่งเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบแล้ว การลงทุนครั้งนี้ทำให้บริษัทฯ สามารถรับรู้ส่วนแบ่งกำไรได้ทันทีเฉลี่ยประมาณ 30-80 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และสร้างโอกาสในการเรียนรู้ทักษะเทคโนโลยีพลังงานลมนอกชายฝั่งระดับโลก

  • โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ลานแสงอรุณ: โครงการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์บนบก ณ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อป้อนกระแสไฟฟ้าเข้าสู่กระบวนการผลิตปิโตรเลียมในโครงการเอส 1 เพื่อทดแทนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและลดแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ภายใต้เป้าหมายความยั่งยืนระยะยาว ปตท.สผ. ดำเนินงานพัฒนาสังคมควบคู่ไปกับ "กลยุทธ์ทะเลเพื่อชีวิต" (Ocean for Life) โดยริเริ่มจัดทำแพลตฟอร์มข้อมูลทะเลเปิด (PTTEP Ocean Data Platform) เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล และช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้แก่ชุมชนเป้าหมายในชายฝั่งได้ร้อยละ 53.8 เทียบกับช่วงก่อนหน้าดำเนินโครงการ ในมิติด้านความปลอดภัยและการดำเนินงาน บริษัทฯ สามารถรักษาดัชนีความถี่ของการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน (LTIF) ไว้ได้ในระดับต่ำที่ 0.12 ซึ่งดีกว่าค่าเฉลี่ยสากลของสมาคมผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติระดับโลก


การจัดสรรงบประมาณและความเสี่ยงขององค์กรในระยะ 5 ปี


ตามแผนการลงทุนระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569–2573) ปตท.สผ. ได้รับอนุมัติแผนงบประมาณรวมทั้งสิ้น 33,279 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือเทียบเท่า 1.09 ล้านล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพของการผลิตปิโตรเลียมในประเทศ และการพัฒนาโครงการพัฒนาแหล่งก๊าซและพลังงานทดแทนในต่างประเทศ แผนงานลงทุนดังกล่าวได้รับการอนุมัติการแบ่งสัดส่วนการจัดสรรตามโครงสร้างทุนและรายจ่ายดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ดังแสดงในตารางเปรียบเทียบงบประมาณรายปี:


ตารางที่ 4: แผนงบประมาณและคาดการณ์ปริมาณการขายปิโตรเลียม 5 ปี (พ.ศ. 2569–2573)

รายการรายจ่ายและคาดการณ์ปริมาณการขายปี พ.ศ. 2569ปี พ.ศ. 2570ปี พ.ศ. 2571ปี พ.ศ. 2572ปี พ.ศ. 2573รวม พ.ศ. 2569-2573
รายจ่ายลงทุน (Capital Expenditure - ล้านดอลลาร์สหรัฐ)5,1645,2494,1323,3122,87520,732
รายจ่ายดำเนินงาน (Operating Expenditure - ล้านดอลลาร์สหรัฐ)2,5622,4272,4652,4372,65612,547
รายจ่ายรวมทั้งสิ้น (Total Expenditure - ล้านดอลลาร์สหรัฐ)7,7267,6766,5975,7495,53133,279
คาดการณ์ปริมาณการขายปิโตรเลียม (หน่วย: BOED)556,000576,000614,000621,000609,000-

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

ในส่วนการจัดการความเสี่ยง ปตท.สผ. ได้กำหนดกรอบนโยบายและการกำกับดูแลอย่างครอบคลุมเพื่อความมั่นคงของสถานะทางการเงินและการปฏิบัติการ:

  • ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Transition Risk): บริษัทฯ มีการประยุกต์ใช้แบบจำลองความเสี่ยงตามมาตรฐาน TCFD และ IFRS S2 โดยนำฉากทัศน์ความเข้มข้นของนโยบายพลังงานโลกขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้แก่ ฉากทัศน์นโยบายปัจจุบัน (STEPS) ฉากทัศน์ประกาศสัญญาประชาคม (APS) และฉากทัศน์เป้าหมายการปล่อยก๊าซเป็นศูนย์ (NZE) มาคำนวณประกอบการประเมินมูลค่าสินทรัพย์และการกำหนดอัตราภาษีคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing) เพื่อคัดกรองโครงการลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้น

  • ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงพลังงาน (Geopolitical & Supply Chain Risk): การประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น ตะวันออกกลาง และการรักษาสมดุลด้านนโยบายการผลิตของกลุ่ม OPEC เป็นสิ่งสำคัญที่บริษัทฯ นำมาประเมินร่วมกับการจัดทำประกันความเสี่ยงเพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้น

  • ความเสี่ยงด้านการรื้อถอนและสิ่งแวดล้อม (Decommissioning Risk): สำหรับโครงการผลิตในอ่าวไทยที่ใกล้จะหมดอายุสัมปทาน ปตท.สผ. ได้ยกระดับการวิจัยร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทำความสะอาดผิวท่อส่งปิโตรเลียมใต้ทะเล (MERIns) ด้วยสูตรเคมีพิเศษที่มีคุณสมบัติชะล้างสารปิโตรเลียมได้สูงถึงร้อยละ 80–99 ในราคากระบวนการผลิตที่ต่ำกว่าตลาดสากล เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหน้าดินและประหยัดงบประมาณการรื้อถอนได้อย่างมหาศาล


บทสรุปเชิงนโยบายและข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์


จากการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกและการวิเคราะห์พอร์ตโฟลิโอสินทรัพย์และการเงิน สามารถสรุปได้ว่า ปตท.สผ. ปฏิบัติบทบาทอย่างมีประสิทธิผลในการสร้างเสถียรภาพและเสาหลักทางด้านพลังงานให้แก่ประเทศไทย ท่ามกลางยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างรวดเร็ว (Energy Transition) ความสำเร็จของการบูรณาการเทคโนโลยี "GoT Model" สำหรับการขุดเจาะพัฒนาอ่าวไทย และความแข็งแกร่งในการขยายการเติบโตไปยังพื้นที่เป้าหมายต้นทุนต่ำอย่างประเทศโอมานและประเทศมาเลเซีย เป็นฟันเฟืองสำคัญที่สร้างเสถียรภาพกระแสเงินสดเพื่อให้บริษัทฯ สามารถผลักดันยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยงไปสู่พลังงานสีเขียวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับ ปตท.สผ. ประกอบด้วยการเร่งต่อยอดประสิทธิภาพและการรักษาระดับผลประกอบการผ่านแนวทางปฏิบัติหลักดังนี้:

  • การเสริมสร้างศักยภาพโครงการ CCS อาทิตย์สู่เชิงพาณิชย์: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเริ่มจัดเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ที่แหล่งอาทิตย์ภายในปี พ.ศ. 2571 จะต้องดำเนินไปอย่างบูรณาการ เพื่อจัดวางระบบต้นแบบในการคิดค่าธรรมเนียมและให้บริการจัดเก็บคาร์บอนแก่กลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างรายได้ใหม่ที่ไม่ขึ้นกับความผันผวนของราคาน้ำมันโลก

  • การเร่งประสิทธิภาพการสร้างอัตราผลตอบแทนของธุรกิจใหม่: ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวและกรีนไฮโดรเจน ปตท.สผ. ควรดึงเอาองค์ความรู้ความสามารถทางวิศวกรรมนอกชายฝั่ง (Offshore Engineering) จากธุรกิจสำรวจและผลิตเดิม เข้ามาประยุกต์ใช้ในการลดค่าใช้จ่ายการก่อสร้างและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งและโครงการผลิตไฮโดรเจนในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ให้อยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดเงินลงทุนและสร้างความมั่งคั่งให้แก่นักลงทุนได้อย่างคุ้มค่า

  • การบริหารจัดการโครงสร้างหนี้และสัดส่วนต้นทุนอย่างรอบคอบ: จากทิศทางของอัตราต้นทุนต่อหน่วยที่ส่งสัญญาณขยับขึ้นจากค่าใช้จ่ายการขุดเจาะและการรื้อถอน บริษัทฯ ควรเพิ่มกลไกควบคุมต้นทุนเชิงรุก โดยการนำเอาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์เข้ามาใช้ควบคุมแท่นการผลิต และเร่งนำความรู้และเคมีภัณฑ์รื้อถอนต้นทุนต่ำที่พัฒนาร่วมกับหน่วยงานในประเทศ (MTEC) เข้ามาใช้ในการปฏิบัติงานจริงเพื่อควบคุมต้นทุนการดำเนินงานให้อยู่ภายใต้กรอบเป้าหมายระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น