รายงานการวิเคราะห์กลยุทธ์ การดำเนินงาน และโครงสร้างความยั่งยืนของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
บทนำและโครงสร้างการถือหุ้นขององค์กร
บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2528
โครงสร้างการจัดสรรทุนและสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ ปตท.สผ. สะท้อนถึงการรวมกลุ่มธุรกิจพลังงานภายใต้กำกับของรัฐ โดยมี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดในสัดส่วนร้อยละ 63.79
ตารางที่ 1: โครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 10 อันดับแรกของ ปตท.สผ. (ข้อมูล ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569)
| อันดับ | รายชื่อผู้ถือหุ้น | จำนวนหุ้นที่ถือครอง (หุ้น) | สัดส่วนการถือหุ้น (%) |
| 1 | บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) | 2,532,340,489 | 63.79 |
| 2 | บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (Thai NVDR) | 265,593,000 | 6.69 |
| 3 | กองทุนรวม วายุภักษ์หนึ่ง | 69,871,100 | 1.76 |
| 4 | STATE STREET EUROPE LIMITED | 67,490,000 | 1.70 |
| 5 | บริษัท สยาม แมนเนจเม้นท์ โฮลดิ้ง จำกัด | 59,520,000 | 1.50 |
| 6 | SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED | 57,987,879 | 1.46 |
| 7 | สำนักงานประกันสังคม | 33,745,000 | 0.85 |
| 8 | NORTRUST NOMINEES LIMITED-NT0 SEC LENDING THAILAND CL AC | 30,569,000 | 0.77 |
| 9 | HSBC BANK PLC-CLIENTS GENERAL A/C | 26,996,000 | 0.68 |
| 10 | PEOPLES BANK OF CHINA | 26,996,000 | 0.68 |
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
ในมิติของการกำกับดูแลกิจการ คณะกรรมการของ ปตท.สผ. ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในหลากมิติ โดยมีนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการและกรรมการอิสระ และมีนายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ
การวิเคราะห์ผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินเชิงลึก
ผลประกอบการทางการเงินของ ปตท.สผ. สะท้อนถึงขีดความสามารถในการปรับตัวและการบริหารต้นทุนท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยในปี พ.ศ. 2568 บริษัทฯ สามารถสร้างรายได้รวมทั้งสิ้น 294,849 ล้านบาท (คิดเป็น 8,970 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และมีกำไรสุทธิ 60,273 ล้านบาท (คิดเป็น 1,830 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
เมื่อวิเคราะห์งบการเงินในไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2569 ปตท.สผ. รายงานกำไรสุทธิรวม 11,835 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 29 ถึง 31 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิ 16,560 ล้านบาท
ในด้านความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส งบการเงินรวมของ ปตท.สผ. ได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นแบบไม่มีเงื่อนไข (Unqualified Opinion) จากผู้สอบบัญชีภายนอกอย่าง บริษัท ไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด อย่างต่อเนื่อง
ตารางที่ 2: งบการเงินรวมและโครงสร้างสินทรัพย์หนี้สินของ ปตท.สผ. (พ.ศ. 2566 – 2569)
| รายการทางการเงิน (หน่วย: ล้านบาท) | ปี พ.ศ. 2566 (Y/E) | ปี พ.ศ. 2567 (Y/E) | ปี พ.ศ. 2568 (Y/E) | ไตรมาส 1 ปี พ.ศ. 2569 |
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด | 137,541.86 | 133,849.58 | 73,075.30 | 80,792.24 |
| ลูกหนี้การค้าสุทธิ | 62,241.06 | 43,270.42 | 44,492.36 | 50,053.88 |
| สินทรัพย์หมุนเวียนรวม | 234,800.38 | 222,131.31 | 156,074.91 | 165,494.96 |
| ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์สุทธิ (PP&E) | 440,270.61 | 490,484.14 | 511,449.68 | 546,824.65 |
| สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนรวม | 668,020.54 | 743,169.43 | 777,861.76 | 822,422.04 |
| สินทรัพย์รวมทั้งหมด | 902,820.93 | 965,300.75 | 933,936.67 | 987,917.00 |
| เจ้าหนี้การค้าสุทธิ | 49,411.78 | 61,089.32 | 66,918.28 | 62,401.48 |
| หนี้สินหมุนเวียนรวม | 88,590.36 | 105,501.79 | 113,987.08 | 139,018.63 |
| หนี้สินไม่หมุนเวียนรวม | 314,787.75 | 323,923.25 | 300,381.84 | 316,067.23 |
| หนี้สินรวมทั้งหมด | 403,378.12 | 429,425.05 | 414,368.93 | 455,085.86 |
| ทุนจดทะเบียนและชำระแล้ว | 3,969.99 | 3,969.99 | 3,969.99 | 3,969.99 |
| ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ | 105,417.62 | 105,417.62 | 105,417.62 | 105,417.62 |
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
ตารางที่ 3: ข้อมูลทางการเงินและการดำเนินงานในรูปแบบสกุลดอลลาร์สหรัฐ (พ.ศ. 2565 – 2568)
| ตัวชี้วัดหลักและผลการดำเนินงาน | ปี พ.ศ. 2565 | ปี พ.ศ. 2566 | ปี พ.ศ. 2567 | ปี พ.ศ. 2568 |
| ปริมาณการขายปิโตรเลียมสุทธิ (BOED) | 416,141 | 468,130 | 462,007 | 509,906 |
| ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ย (ดอลลาร์สหรัฐต่อ BOE) | 43.49 | 53.39 | 48.21 | 43.82 |
| รายได้จากการขาย (ล้านดอลลาร์สหรัฐ) | 6,731 | 9,270 | 8,511 | 8,970 |
| EBITDA (ล้านดอลลาร์สหรัฐ) | 4,996 | 7,103 | 6,433 | 5,956 |
| กำไรสุทธิสำหรับปี (ล้านดอลลาร์สหรัฐ) | 1,211 | 1,120 | 1,569 | 1,830 |
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
เมื่อจำแนกโครงสร้างทางการเงินตามประเภทผลิตภัณฑ์ พบว่าสัดส่วนปริมาณการผลิตและการขายของ ปตท.สผ. ส่วนใหญ่เน้นหนักไปที่ผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 71 ของปริมาณการขายรวมในไตรมาสที่ 2 ปี พ.ศ. 2568 ทว่าก๊าซธรรมชาติสร้างสัดส่วนรายได้คิดเป็นร้อยละ 44 ของรายได้รวมเท่านั้น เนื่องจากผลิตภัณฑ์กลุ่มของเหลวอย่างน้ำมันดิบและคอนเดนเสทมีราคาต่อหน่วยที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ในด้านโครงสร้างต้นทุน ต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) มีความเคลื่อนไหวปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยขึ้นมาอยู่ที่ 23.97 ดอลลาร์สหรัฐต่อ BOE ในไตรมาสที่ 2 ปี พ.ศ. 2568 ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากสัดส่วนค่าเสื่อมราคา ค่าสิ้นเปลือง และค่าตัดจำหน่าย (DD&A) ของโครงการขุดเจาะที่ปรับตัวขึ้นเป็น 16.38 ดอลลาร์สหรัฐต่อ BOE
พอร์ตโฟลิโอการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศและต่างประเทศ
ประวัติศาสตร์และการพัฒนาแหล่งพลังงานในประเทศของ ปตท.สผ. มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นผู้ร่วมทุนในแปลงสัมปทานเอส 1 (S1) อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันดิบบนบกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศหรือ "แหล่งสิริกิติ์"
ในส่วนการดำเนินงานในอ่าวไทย ปตท.สผ. ได้ใช้แบบจำลองความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่เรียกว่า "GoT Model" (Gulf of Thailand Model) ซึ่งเป็นแบบจำลองเชิงธรณีวิทยาที่พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดทางกายภาพของอ่าวไทยที่มีลักษณะของรอยเลื่อน (Fault) ในชั้นหินค่อนข้างถี่และซับซ้อน
จากการใช้แบบจำลองดังกล่าว ร่วมกับการมุ่งบริหารและเร่งอัตรากำลังการผลิต ส่งผลให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในโครงการจี 1/61 (เอราวัณ) สู่ระดับเป้าหมายที่ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
สำหรับการลงทุนในภูมิภาคต่างประเทศ ปตท.สผ. มุ่งขยายฐานสินทรัพย์ปิโตรเลียมไปยังแหล่งที่มีโครงสร้างต้นทุนต่ำและมีปริมาณสำรองสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง โดยในประเทศมาเลเซีย บริษัทฯ ประสบความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์จากการค้นพบก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดที่แหล่งลัง เลอบาห์ (Lang Lebah) โครงการซาราวัก เอสเค410บี ซึ่งมีปริมาณสำรองก๊าซประมาณ 5–6 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
นอกจากนี้ การจัดระเบียบโครงสร้างสินทรัพย์ (Portfolio Rationalization) ของ ปตท.สผ. ดำเนินไปตามทิศทางกลยุทธ์การลดความเสี่ยงเชิงพื้นที่และลดสัดส่วนพลังงานคาร์บอนสูง
โครงการมอนทารา ประเทศออสเตรเลีย: ปตท.สผ. ดำเนินการขายเงินลงทุนร้อยละ 100 ในแหล่งมอนทารา นอกชายฝั่งออสเตรเลีย ให้แก่ Jadestone Energy ในปี พ.ศ. 2561 มูลค่า 195 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่าส่วนเพิ่มตามเงื่อนไขทางธุรกิจอีก 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การจำหน่ายสินทรัพย์นี้เกิดขึ้นภายหลังการปรับกลยุทธ์เพื่อยุติการผลิตในแหล่งที่มีความเสี่ยงสูง หลังจากเผชิญอุบัติภัยปิโตรเลียมรั่วไหลในปี พ.ศ. 2552 ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ ต้องผ่านกระบวนการปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัย สุขอนามัย และสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก (Mindful Organisation) และยุติข้อผูกพันทางกฎหมายกับรัฐบาลออสเตรเลียได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2556 โครงการมาเรียนา ออยล์แซนด์ ประเทศแคนาดา: ในปี พ.ศ. 2560 ปตท.สผ. ตัดสินใจชะลอแผนการลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) และรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ทางบัญชีรวมจำนวน 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เนื่องจากโครงสร้างต้นทุนและภาระการลงทุนของโครงการประเภททรายน้ำมัน (Oil Sands) อยู่ในระดับที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันโลก และสอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของกลุ่ม ปตท. ที่มุ่งเน้นสินทรัพย์ประเภทก๊าซธรรมชาติและพลังงานสะอาดเป็นหลัก แปลงสำรวจบล็อก 12 ประเทศโอมาน: บริษัทฯ ตัดสินใจคืนสิทธิ์และยุติการร่วมทุนเนื่องจากผลประเมินทางธรณีวิทยาเชิงลึกไม่พบศักยภาพในการผลิตปิโตรเลียมในระดับที่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์
ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและสังคมคาร์บอนต่ำ
ปตท.สผ. มุ่งมั่นดำเนินงานเพื่อไปสู่เป้าหมายความรับผิดชอบต่อสภาพภูมิอากาศผ่านแนวคิด "EP Net Zero 2050" โดยมีเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2593 ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภท Scope 1 และ Scope 2 ของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมภายใต้การควบคุมการปฏิบัติงานของบริษัทฯ
แนวทางปฏิบัติภารกิจเพื่อสังคมคาร์บอนต่ำได้รับการขับเคลื่อนผ่านโครงการสำคัญดังต่อไปนี้:
โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS)
ปตท.สผ. ประสบความสำเร็จในการประกาศการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) สำหรับโครงการ CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มการดักจับและกักเก็บคาร์บอนแห่งแรกของประเทศไทย
การลงทุนในนวัตกรรมไฮโดรเจนและพลังงานหมุนเวียนระดับกิกะวัตต์
บริษัท ฟิวเจอร์เทค เอนเนอร์ยี่ เวนเจอร์ส จำกัด (FTEV) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. ได้รับหน้าที่เป็นหัวหอกสำคัญในการขยายพอร์ตโฟลิโอไปสู่ธุรกิจสีเขียวและพลังงานอนาคต
โครงการกรีนไฮโดรเจน แปลงสัมปทาน Z1-02 ประเทศโอมาน: FTEV ร่วมทุนในสัดส่วนร้อยละ 11 ในกลุ่มพันธมิตรผู้พัฒนาร่วมกับ POSCO Holdings (ผู้ถือสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 28), ENGIE (ร้อยละ 25), Samsung Engineering และกลุ่มบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าของประเทศเกาหลีใต้
โครงการนี้เป็นการผลิตกรีนไฮโดรเจนแบบครบวงจร โดยใช้กำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมรวมกว่า 5 กิกะวัตต์ (GW) ในการขับเคลื่อนระบบแยกน้ำเพื่อผลิตกรีนไฮโดรเจนปริมาณ 220,000 ตันต่อปี และส่งต่อไปยังโรงงานแปรสภาพเป็นกรีนแอมโมเนียขนาด 1.2 ล้านตันต่อปี ณ เขตเศรษฐกิจพิเศษดุคุม (Duqm) เพื่อการส่งออกไปยังเกาหลีใต้ โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในปี พ.ศ. 2530 โครงการซีกรีน ออฟชอร์ วินด์ฟาร์ม (Seagreen Offshore Wind Farm) ประเทศสกอตแลนด์: ปตท.สผ. เข้าถือสัดส่วนร่วมทุนร้อยละ 25.5 ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสกอตแลนด์ กำลังผลิตรวม 1.1 กิกะวัตต์ ซึ่งเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบแล้ว
การลงทุนครั้งนี้ทำให้บริษัทฯ สามารถรับรู้ส่วนแบ่งกำไรได้ทันทีเฉลี่ยประมาณ 30-80 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และสร้างโอกาสในการเรียนรู้ทักษะเทคโนโลยีพลังงานลมนอกชายฝั่งระดับโลก โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ลานแสงอรุณ: โครงการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์บนบก ณ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อป้อนกระแสไฟฟ้าเข้าสู่กระบวนการผลิตปิโตรเลียมในโครงการเอส 1 เพื่อทดแทนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและลดแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ภายใต้เป้าหมายความยั่งยืนระยะยาว ปตท.สผ. ดำเนินงานพัฒนาสังคมควบคู่ไปกับ "กลยุทธ์ทะเลเพื่อชีวิต" (Ocean for Life) โดยริเริ่มจัดทำแพลตฟอร์มข้อมูลทะเลเปิด (PTTEP Ocean Data Platform) เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล และช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้แก่ชุมชนเป้าหมายในชายฝั่งได้ร้อยละ 53.8 เทียบกับช่วงก่อนหน้าดำเนินโครงการ
การจัดสรรงบประมาณและความเสี่ยงขององค์กรในระยะ 5 ปี
ตามแผนการลงทุนระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569–2573) ปตท.สผ. ได้รับอนุมัติแผนงบประมาณรวมทั้งสิ้น 33,279 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือเทียบเท่า 1.09 ล้านล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพของการผลิตปิโตรเลียมในประเทศ และการพัฒนาโครงการพัฒนาแหล่งก๊าซและพลังงานทดแทนในต่างประเทศ
ตารางที่ 4: แผนงบประมาณและคาดการณ์ปริมาณการขายปิโตรเลียม 5 ปี (พ.ศ. 2569–2573)
| รายการรายจ่ายและคาดการณ์ปริมาณการขาย | ปี พ.ศ. 2569 | ปี พ.ศ. 2570 | ปี พ.ศ. 2571 | ปี พ.ศ. 2572 | ปี พ.ศ. 2573 | รวม พ.ศ. 2569-2573 |
| รายจ่ายลงทุน (Capital Expenditure - ล้านดอลลาร์สหรัฐ) | 5,164 | 5,249 | 4,132 | 3,312 | 2,875 | 20,732 |
| รายจ่ายดำเนินงาน (Operating Expenditure - ล้านดอลลาร์สหรัฐ) | 2,562 | 2,427 | 2,465 | 2,437 | 2,656 | 12,547 |
| รายจ่ายรวมทั้งสิ้น (Total Expenditure - ล้านดอลลาร์สหรัฐ) | 7,726 | 7,676 | 6,597 | 5,749 | 5,531 | 33,279 |
| คาดการณ์ปริมาณการขายปิโตรเลียม (หน่วย: BOED) | 556,000 | 576,000 | 614,000 | 621,000 | 609,000 | - |
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
ในส่วนการจัดการความเสี่ยง ปตท.สผ. ได้กำหนดกรอบนโยบายและการกำกับดูแลอย่างครอบคลุมเพื่อความมั่นคงของสถานะทางการเงินและการปฏิบัติการ:
ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Transition Risk): บริษัทฯ มีการประยุกต์ใช้แบบจำลองความเสี่ยงตามมาตรฐาน TCFD และ IFRS S2 โดยนำฉากทัศน์ความเข้มข้นของนโยบายพลังงานโลกขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้แก่ ฉากทัศน์นโยบายปัจจุบัน (STEPS) ฉากทัศน์ประกาศสัญญาประชาคม (APS) และฉากทัศน์เป้าหมายการปล่อยก๊าซเป็นศูนย์ (NZE) มาคำนวณประกอบการประเมินมูลค่าสินทรัพย์และการกำหนดอัตราภาษีคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing) เพื่อคัดกรองโครงการลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้น
ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงพลังงาน (Geopolitical & Supply Chain Risk): การประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น ตะวันออกกลาง และการรักษาสมดุลด้านนโยบายการผลิตของกลุ่ม OPEC เป็นสิ่งสำคัญที่บริษัทฯ นำมาประเมินร่วมกับการจัดทำประกันความเสี่ยงเพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้น
ความเสี่ยงด้านการรื้อถอนและสิ่งแวดล้อม (Decommissioning Risk): สำหรับโครงการผลิตในอ่าวไทยที่ใกล้จะหมดอายุสัมปทาน ปตท.สผ. ได้ยกระดับการวิจัยร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทำความสะอาดผิวท่อส่งปิโตรเลียมใต้ทะเล (MERIns) ด้วยสูตรเคมีพิเศษที่มีคุณสมบัติชะล้างสารปิโตรเลียมได้สูงถึงร้อยละ 80–99 ในราคากระบวนการผลิตที่ต่ำกว่าตลาดสากล เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหน้าดินและประหยัดงบประมาณการรื้อถอนได้อย่างมหาศาล
บทสรุปเชิงนโยบายและข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์
จากการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกและการวิเคราะห์พอร์ตโฟลิโอสินทรัพย์และการเงิน สามารถสรุปได้ว่า ปตท.สผ. ปฏิบัติบทบาทอย่างมีประสิทธิผลในการสร้างเสถียรภาพและเสาหลักทางด้านพลังงานให้แก่ประเทศไทย
ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับ ปตท.สผ. ประกอบด้วยการเร่งต่อยอดประสิทธิภาพและการรักษาระดับผลประกอบการผ่านแนวทางปฏิบัติหลักดังนี้:
การเสริมสร้างศักยภาพโครงการ CCS อาทิตย์สู่เชิงพาณิชย์: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเริ่มจัดเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ที่แหล่งอาทิตย์ภายในปี พ.ศ. 2571
จะต้องดำเนินไปอย่างบูรณาการ เพื่อจัดวางระบบต้นแบบในการคิดค่าธรรมเนียมและให้บริการจัดเก็บคาร์บอนแก่กลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างรายได้ใหม่ที่ไม่ขึ้นกับความผันผวนของราคาน้ำมันโลก การเร่งประสิทธิภาพการสร้างอัตราผลตอบแทนของธุรกิจใหม่: ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวและกรีนไฮโดรเจน ปตท.สผ. ควรดึงเอาองค์ความรู้ความสามารถทางวิศวกรรมนอกชายฝั่ง (Offshore Engineering) จากธุรกิจสำรวจและผลิตเดิม เข้ามาประยุกต์ใช้ในการลดค่าใช้จ่ายการก่อสร้างและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งและโครงการผลิตไฮโดรเจนในต่างประเทศ
เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ให้อยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดเงินลงทุนและสร้างความมั่งคั่งให้แก่นักลงทุนได้อย่างคุ้มค่า การบริหารจัดการโครงสร้างหนี้และสัดส่วนต้นทุนอย่างรอบคอบ: จากทิศทางของอัตราต้นทุนต่อหน่วยที่ส่งสัญญาณขยับขึ้นจากค่าใช้จ่ายการขุดเจาะและการรื้อถอน
บริษัทฯ ควรเพิ่มกลไกควบคุมต้นทุนเชิงรุก โดยการนำเอาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์เข้ามาใช้ควบคุมแท่นการผลิต และเร่งนำความรู้และเคมีภัณฑ์รื้อถอนต้นทุนต่ำที่พัฒนาร่วมกับหน่วยงานในประเทศ (MTEC) เข้ามาใช้ในการปฏิบัติงานจริงเพื่อควบคุมต้นทุนการดำเนินงานให้อยู่ภายใต้กรอบเป้าหมายระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น