วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569

KCE บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน)

 

รายงานผลการวิเคราะห์เชิงลึก: ศักยภาพทางธุรกิจ โครงสร้างทางการเงิน และยุทธศาสตร์การฟื้นตัวของ KCE Electronics

โครงสร้างเงินทุนและการกำกับดูแลกิจการของกลุ่มบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์

บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2525 และได้แปรสภาพเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2531 ปัจจุบันบริษัทมีทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วอยู่ที่ 591,044,298 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 1,182,088,596 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท โดยบริษัทได้ผ่านการปรับเปลี่ยนมูลค่าหุ้นที่ตราไว้จากเดิมหุ้นละ 1.00 บาท เป็นหุ้นละ 0.50 บาท เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2518-2519/2561 ในส่วนของสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ณ สิ้นปี พ.ศ. 2567 อยู่ที่ร้อยละ 23.43 ขณะที่โครงสร้างผู้ถือหุ้นรายย่อยหรือสัดส่วนการหมุนเวียนอิสระ (Free Float) ณ วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569 อยู่ที่ร้อยละ 57.35 โดยมีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยรวม 33,272 ราย ซึ่งลดลงจากระดับร้อยละ 60.95 หรือผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวน 34,454 ราย ณ วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568 แสดงให้เห็นถึงการกระจุกตัวของหุ้นในกลุ่มนักลงทุนสถาบันและกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจ

อันดับรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (ข้อมูล ณ วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569)จำนวนหุ้นที่ถือ (หุ้น)สัดส่วนการถือหุ้น (%)
1นายพิธาน องค์โฆษิต187,079,48615.83
2บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (Thai NVDR)81,613,5046.90
3นายอรรถสิทธิ์ องค์โฆษิต74,579,8046.31
4NOMURA SINGAPORE LIMITED-CUSTOMER SEGREGATED ACCOUNT56,010,3004.74
5นางสาวชุตินารถ องค์โฆษิต48,437,7884.10
6APCO CAPITAL PTE. LTD.44,000,0003.72
7STATE STREET EUROPE LIMITED27,106,9212.29
8นางรัตนาวดี เสนาดิสัย26,389,0002.23
9SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED21,801,0961.84
10BANK OF SINGAPORE LIMITED-THB SEG AC20,676,0001.75

โครงสร้างการกำกับดูแลกิจการของ KCE ประกอบด้วยคณะอนุกรรมการและคณะกรรมการชุดย่อยรวม 6 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน คณะกรรมการนโยบายความเสี่ยงองค์กร คณะกรรมการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้สอดคล้องกับหลักบรรษัทภิบาลที่ดี บริษัทได้กำหนดให้ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นบุคคลคนละคนกันอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันการทับซ้อนทางผลประโยชน์และถ่วงดุลอำนาจอย่างเหมาะสม โดยมีนายบัญชา องค์โฆษิต ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการบริหาร และนายพิธาน องค์โฆษิต ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรองประธานกรรมการ นอกจากนี้ คณะกรรมการยังมีมาตรการควบคุมความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่เข้มงวด โดยห้ามมิให้กรรมการผู้มีอำนาจบริหารดำเนินธุรกิจหรือถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 0.50 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมดในธุรกิจที่เป็นคู่แข่งหรือมีลักษณะคล้ายคลึงกับบริษัท ในระดับการปฏิบัติงาน คณะกรรมการบริหารชุดปัจจุบันนำโดยทีมผู้บริหารระดับสูง อาทิ นายเฟรดริค การาเพต โอฮาเนียน ดำรงตำแหน่งรองประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติงาน และนางวาสนา โชติธรรมรัตน์ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบัญชีและการเงิน การเสริมสร้างความผูกพันของพนักงานกับเป้าหมายองค์กรระยะยาวสะท้อนผ่านการดำเนินโครงการร่วมสะสมหุ้นสำหรับพนักงาน (Employee Joint Investment Program หรือ EJIP) โครงการที่สอง ซึ่งดำเนินงานต่อเนื่องเป็นปีที่สองในปี พ.ศ. 2568 เพื่อสอดประสานประโยชน์ของพนักงานและผู้บริหารระดับสูงให้สอดรับกับผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นโดยรวม

การวิเคราะห์ผลดำเนินงานทางการเงินและจุดเปลี่ยนผ่านทางบัญชีและยุทธศาสตร์

หากพิจารณาเส้นทางการเติบโตของ KCE ในระยะยาว จะพบว่าบริษัทผ่านพ้นช่วงที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี พ.ศ. 2564 ถึง พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นระยะที่ความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยทำรายได้จากการขายพุ่งแตะระดับ 18,456.00 ล้านบาท และกำไรสุทธิสูงสุดที่ 2,317.23 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม แนวโน้มผลการดำเนินงานทางการเงินของบริษัทได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ถึง พ.ศ. 2568 จากความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะสภาวะของตลาดรถยนต์ทั่วโลกและการปรับฐานของอัตราแลกเปลี่ยน

ในงบการเงินไตรมาสที่ 4 ของปี พ.ศ. 2567 แสดงงบกำไรสุทธิลดลงมาอยู่ที่ 282.00 ล้านบาท โดยกำไรปกติจากการดำเนินงานทรุดตัวลงร้อยละ 56.70 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 47.80 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากรายได้จากการส่งออกหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในทุกตลาดหลัก โดยยอดขายในตลาดสหภาพยุโรปซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 49 ของยอดขายทั้งหมดปรับตัวลดลงร้อยละ 15.30 ขณะที่ยอดขายในสหรัฐอเมริกาลดลงร้อยละ 25.60 และตลาดประเทศจีนลดลงร้อยละ 18.30 จากปัจจัยฤดูกาลช่วงวันหยุดยาวสิ้นปีที่ทำให้คำสั่งซื้อชะลอตัวลง

ตัวชี้วัดทางการเงิน (หน่วย: ล้านบาท)ปี พ.ศ. 2564ปี พ.ศ. 2565ปี พ.ศ. 2566ปี พ.ศ. 2567ปี พ.ศ. 2568ปี พ.ศ. 2569F
รายได้จากการขายและบริการ14,938.0018,456.0016,343.6314,832.8513,074.6913,999.70
อัตราการเติบโตของรายได้ (YoY)+29.59%+23.55%-11.45%-9.24%-11.85%+7.07%
ต้นทุนขายและบริการ10,965.0014,254.0012,940.6311,571.1910,606.9311,241.00
กำไรขั้นต้น3,973.004,202.003,403.003,262.002,468.002,710.00
อัตรากำไรขั้นต้น (GPM %)26.59%22.77%20.82%21.99%18.87%19.70%
กำไรก่อนหักค่าเสื่อมราคา (EBITDA)3,304.003,258.002,688.002,481.001,810.002,324.50
กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่2,426.002,317.231,719.581,648.46832.681,201.20
อัตรากำไรสุทธิ (NPM %)16.24%12.55%10.47%11.03%6.44%8.60%
กำไรต่อหุ้น (EPS - บาท)2.051.961.451.390.701.00
ปันผลต่อหุ้น (DPS - บาท)1.601.601.301.201.201.07

ภาวะชะลอตัวดังกล่าวยังคงสร้างความตึงเครียดทางการเงินอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปี พ.ศ. 2568 ส่งผลให้กำไรสุทธิประจำปีของบริษัทลดลงอย่างมีนัยสำคัญร้อยละ 49.50 เหลือเพียง 832.68 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเพียงร้อยละ 6.44 ของยอดขายรวม ซึ่งต่ำกว่าปี พ.ศ. 2567 ที่สามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิไว้ได้ที่ร้อยละ 11.03 เมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปในเชิงสาเหตุพบว่าสภาวะกำไรที่หดตัวอย่างรุนแรงนี้เกิดจากปัจจัยเร่งทางบัญชีและการดำเนินงานหลายมิติ:

  • ผลกระทบจากการแปลงค่าเงินตราต่างประเทศ: รายได้จากการขายในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐของบริษัทในปี พ.ศ. 2568 ปรับตัวลดลงร้อยละ 5.32 จากระดับ 421.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 399.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อแปลงค่าเป็นสกุลเงินบาท รายได้จากการขายกลับลดลงถึงร้อยละ 11.85 เป็นผลมาจากการแข็งค่าอย่างรวดเร็วของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบทางบัญชีโดยตรงทำให้มูลค่ารายได้ที่รับรู้ในประเทศลดลงไปประมาณ 677.20 ล้านบาท

  • การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการรับรู้รายได้ทางบัญชี: ภายหลังการเข้าซื้อกิจการตัวแทนจำหน่ายในประเทศเยอรมนี (KCE Printed Circuit Boards GmbH) ด้วยมูลค่าการลงทุน 10,650,000 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 392,026,500 บาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางการจัดจำหน่าย ส่งผลให้สัญญาระหว่างบริษัทและตัวแทนเปลี่ยนสภาพเป็นการจัดเตรียมสินค้าภายในเครือข่าย ส่งผลให้รายได้จากการขายมูลค่า 225.90 ล้านบาท ต้องเปลี่ยนไปบันทึกในฐานะสินค้าคงคลังทดแทนการรับรู้เป็นรายได้จากการขายในทันทีตามหลักการบัญชีรวมกลุ่มบริษัท

  • การปรับฐานอัตราการใช้กำลังการผลิตและแรงกดดันจากต้นทุนคงที่: ตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกที่เข้าสู่สภาวะซบเซาส่งผลให้ปริมาณความต้องการและยอดส่งมอบแผงวงจรพิมพ์ของบริษัทลดลงร้อยละ 7.26 ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตรวมลดลงเหลือร้อยละ 65 จากระดับร้อยละ 71 ในปี พ.ศ. 2567 ภาวะดังกล่าวก่อให้เกิดการแบกรับต้นทุนคงที่ต่อหน่วยที่สูงขึ้น สวนทางกับผลประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาดที่ลดลง

  • การขาดหายไปของกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์: ผลประกอบการในปี พ.ศ. 2567 ได้รับอานิสงส์อย่างมากจากการรับรู้กำไรจากการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโรงงานเก่า ซึ่งจัดเป็นรายการพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (One-off Non-operating Gain) แต่ในปี พ.ศ. 2568 ไม่มีรายการพิเศษดังกล่าวเข้ามาสนับสนุนโครงสร้างรายได้อื่น ส่งผลให้ฐานกำไรสุทธิรวมลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว

ทว่าภายหลังจากการปรับตัวเพื่อรับมือกับมรสุมทางการเงิน ผลประกอบการในไตรมาสที่ 1 ของปี พ.ศ. 2569 ได้แสดงสัญญาณของการฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง โดยมีกำไรสุทธิรายงานอยู่ที่ 234.27 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึงร้อยละ 90 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งผลงานดังกล่าวสามารถเอาชนะการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ไปได้ร้อยละ 50 ปัจจัยผลักดันที่สำคัญมาจากรายได้อื่นที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 101.00 ล้านบาท โดยเฉพาะจากการจำหน่ายเศษโลหะและวัตถุดิบเหลือใช้ในกระบวนการผลิตรวมถึงกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ในขณะเดียวกัน รายได้จากการขายปรับฐานมาอยู่ที่ 3,107.22 ล้านบาท ฟื้นตัวร้อยละ 2.80 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้จะลดลงร้อยละ 6.52 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า นักวิเคราะห์ประเมินว่าสภาวะอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะทยอยขยายตัวในไตรมาสถัดๆ ไป โดยคาดการณ์อัตราการขยายตัวของรายได้ในรูปเงินบาทในอัตราส่วนร้อยละ 8 ในไตรมาสที่ 2 ร้อยละ 10 ในไตรมาสที่ 3 และร้อยละ 2 ในไตรมาสที่ 4 ของปี พ.ศ. 2569 ตามลำดับ

ห่วงโซ่อุปทาน ความผันผวนของต้นทุน และยุทธศาสตร์การป้องกันอัตรากำไร

ในระบบการผลิตแผงวงจรพิมพ์ โครงสร้างต้นทุนมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นปฐมภูมิในตลาดโลก โดยเฉพาะโลหะทองแดงซึ่งเป็นส่วนประกอบเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดในหลายชิ้นงาน อาทิ ฟอยล์ทองแดง (Copper Foil) แผ่นทองแดงสำหรับชุบกระบวนการทางเคมี (Copper Anode) และแผ่นลามิเนตเคลือบทองแดง (Copper Clad Laminate หรือ CCL) ในช่วงปี พ.ศ. 2568 ราคาทองแดงฟิวเจอร์สในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงกว่าร้อยละ 41 โดยขึ้นไปปิดสัญญาที่ระดับ 5.68 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ และยังคงพุ่งสูงขึ้นทดสอบระดับเหนือ 6.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ในช่วงมกราคม พ.ศ. 2569 จากปัจจัยความไม่แน่นอนด้านนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา และสภาวะความตึงตัวของห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ

แม้ว่าสถานการณ์ราคาจะเริ่มปรับตัวลดลงมาเคลื่อนไหวในกรอบ 13,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเมตริกในช่วงกลางเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 เนื่องจากความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ราคาทองแดงโดยรวมยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมากจากการสะสมคลังสินค้าของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและภาวะกำลังการผลิตของโรงถลุงที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ สอดรับกับแนวโน้มการขยายตัวเชิงโครงสร้างของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีความเข้มข้นของการใช้โลหะทองแดงต่อคันสูงกว่ายานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในหลายเท่า เนื่องจากทองแดงเป็นวัสดุสำคัญในระบบสายไฟมัดรวม (Wiring Harness) ขั้วต่อเซลล์แบตเตอรี่ (Battery Current Collectors) และโครงสร้างสถาปัตยกรรมไฟฟ้ารองรับแรงดันไฟฟ้าสูงที่ต้องทนทานต่อสภาวะความร้อนจัด

ไตรมาส / ช่วงเวลคาดการณ์ราคาทองแดงโดย J.P. Morgan (ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเมตริก)
ไตรมาสที่ 2 ปี พ.ศ. 2569

13,500

ไตรมาสที่ 3 ปี พ.ศ. 2569

13,000

ไตรมาสที่ 4 ปี พ.ศ. 2569

12,500

ไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2570

11,800

ไตรมาสที่ 2 ปี พ.ศ. 2570

11,600

เพื่อลดทอนผลกระทบจากความผันผวนของราคาทองแดงและรักษาความสามารถในการทำกำไร KCE ได้ใช้มาตรการทางยุทธศาสตร์สามมิติในการตั้งรับและขับเคลื่อนธุรกิจ:

  • การบูรณาการในแนวดิ่งผ่านบริษัทย่อย: บริษัทจัดหาวัตถุดิบลามิเนตซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักคิดเป็นร้อยละ 15 ของยอดขายรวม โดยการซื้อผ่านบริษัท ไทยลามิเนต แมนูแฟคเจอเรอร์ จำกัด (TCL) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ KCE ในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 75 ส่งผลให้บริษัทสามารถเจรจาต้นทุนขั้นปฐมภูมิได้มีประสิทธิภาพสูงกว่าคู่แข่งรายอื่นที่ต้องพึ่งพาการซื้อวัตถุดิบลามิเนตจากภายนอกทั้งหมด

  • การเจรจาส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคขั้นปลาย: บริษัทวางแผนปรับเพิ่มราคาจำหน่ายแผงวงจรพิมพ์ให้กับคู่ค้าประมาณร้อยละ 10 ถึง 12 เพื่อชดเชยต้นทุนราคาวัตถุดิบและค่าพลังงานที่สะสมตัว โดยจะเริ่มส่งผลดีเชิงโครงสร้างรายได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ. 2569 สำหรับลูกค้าร้อยละ 75 และส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 25 ในไตรมาสที่ 4 การปรับขึ้นราคาในอัตราที่สมเหตุสมผลนี้มุ่งเน้นรักษาส่วนแบ่งตลาดและพยุงสัมพันธภาพอันดีกับกลุ่มลูกค้าในระยะยาว

  • การลดการนำเข้าและใช้เคมีภัณฑ์ที่ผลิตเอง: นอกเหนือจากการควบคุมต้นทุนทางตรงแล้ว บริษัทยังดำเนินโครงการวิจัยเพื่อผลิตสูตรเคมีภัณฑ์ขั้นกลางสำหรับกระบวนการเคลือบและผลิตแผงวงจรพิมพ์เองภายในโรงงาน โดยตั้งเป้าหมายที่จะทดแทนสัดส่วนการนำเข้าเคมีภัณฑ์จากภายนอกให้ได้ร้อยละ 30 ถึง 33 ภายในปี พ.ศ. 2568-2569 ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพการควบคุมสัดส่วนอัตรากำไรขั้นต้นได้อย่างยั่งยืน

แผนการขยายโรงงานโรจนะและการจัดทำโครงสร้างทางการเงิน

เพื่อเป็นการรองรับการปฏิรูปโครงสร้างทางเทคโนโลยีของชิ้นส่วนยานยนต์ไปสู่ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ 5G ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) และระบบตรวจจับวัตถุด้วยแสงเลเซอร์ (LIDAR) KCE จึงได้ริเริ่มโครงการลงทุนก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Greenfield Development) ณ สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยโครงการนี้มีเป้าหมายหลักในการเพิ่มกำลังการผลิตชิ้นงานกลุ่มที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น แผงวงจรพิมพ์ความหนาแน่นสูง (High-Density Interconnect หรือ HDI) ซึ่งปัจจุบันสายการผลิตเดิมของบริษัทกำลังทำงานเต็มขีดความสามารถที่ระดับร้อยละ 100

รายละเอียดเชิงกลยุทธ์ของโครงข่ายโรงงานแห่งใหม่นี้ประกอบไปด้วยมิติด้านกำลังการผลิตและเงินลงทุนที่สำคัญ โดยโครงการดังกล่าวมีกำลังการผลิตออกแบบรวมสูงถึง 1 ล้านตารางฟุตต่อเดือน ซึ่งในระยะที่หนึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตโดยรวมของกลุ่มบริษัทขึ้นร้อยละ 25 และสามารถขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับการขยายตัวได้สูงสุดถึงร้อยละ 75 เมื่อโครงสร้างพื้นฐานเสร็จสมบูรณ์ โดยที่ร้อยละ 50 ของกำลังการผลิตในเฟสแรกจะถูกสงวนไว้สำหรับสายการผลิตแผงวงจรระดับสูง HDI โครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 7,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบหลักภายใต้แผนรายจ่ายฝ่ายทุน (Capex) รวมมูลค่า 9,000 ล้านบาท ที่กำหนดใช้ในช่วงปี พ.ศ. 2568 ถึง พ.ศ. 2570 การดำเนินงานก่อสร้างได้เริ่มต้นขึ้นในปลายปี พ.ศ. 2567 และคาดว่าจะพร้อมสำหรับการทดสอบระบบและการผลิตเชิงพาณิชย์ในช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2569 โรงงานแห่งนี้จะใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น กระบวนการบัดกรีที่ปราศจากสารตะกั่ว การเคลือบผิวด้วยดีบุกทดแทนสารอันตราย และการใช้สารเคลือบอินทรีย์ป้องกันพื้นผิว (Entek) เพื่อให้สอดรับกับกฎเกณฑ์การค้าสีเขียวของตลาดโลก

ในการควบคุมสัดส่วนทางการเงินและประเมินผลกระทบต่อภาระหนี้สินอันเกิดจากการลงทุนขนาดใหญ่นี้ คณะผู้บริหารและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือได้ให้ความสำคัญกับอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคาทางบัญชี (EBITDA Net Leverage) ซึ่งวิเคราะห์และคำนวณผ่านโครงสร้างสมการทางการเงินดังนี้:




จากสถานะทางการเงิน ณ สิ้นปี พ.ศ. 2567 KCE ยังคงรักษาสถานะเงินสดสุทธิ (Net Cash Position) ส่งผลให้มีขีดความสามารถในการกู้ยืมและขยายตัวทางการเงินในระดับสูง นักวิเคราะห์จากสถาบันจัดอันดับเครดิต Fitch Ratings ประเมินว่า อัตราส่วน EBITDA Net Leverage ของบริษัทจะทยอยปรับตัวสูงขึ้นจนไปแตะระดับสูงสุดที่ประมาณ 1.40 ถึง 1.50 เท่า ในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งเป็นจุดพีคของงบประมาณการเบิกจ่ายค่าก่อสร้างโรงงานโรจนะ อัตราส่วนนี้ยังคงมีความปลอดภัยและต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุมภายในเพื่อป้องกันการลดอันดับเครดิตที่ระดับ 1.50 เท่า และคาดว่าจะปรับลดลงอย่างรวดเร็วสู่ระดับต่ำกว่า 1.00 เท่า ภายในปี พ.ศ. 2571 เมื่อรายได้ของบริษัทขยายตัวขึ้นร้อยละ 27 จากการเปิดใช้งานโรงงานแห่งใหม่อย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ โครงสร้างรายจ่ายฝ่ายทุนของบริษัทยังมีความยืดหยุ่นสูง โดยหากเกิดกรณีที่ความต้องการในตลาดโลกฟื้นตัวช้ากว่าเป้าหมาย บริษัทสามารถเลือกที่จะชะลอการสั่งซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ระบบสนับสนุนส่วนที่สามมูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท ออกไปก่อนได้โดยไม่กระทบต่อแผนงานโดยรวม

บริบทการแข่งขันและคลื่นการย้ายฐานผลิตภายใต้ยุทธศาสตร์ China Plus One

สภาวะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งเชิงนโยบายภาษีระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนส่งผลให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกอย่างรวดเร็ว ภายใต้ยุทธศาสตร์ "China Plus One" เพื่อกระจายความเสี่ยงเชิงพื้นที่ตั้งฐานผลิต ประเทศไทยได้รับประโยชน์โดยตรงในฐานะประเทศเป้าหมายอันดับแรกของกลุ่มอุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์และส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงสามปีที่ผ่านมา มีผู้ผลิตแผงวงจรพิมพ์จากประเทศจีนและไต้หวันกว่า 60 ราย รวมถึงผู้ผลิตระดับสากลชั้นนำของโลก อาทิ Zhen Ding Technology, Unimicron, Compeq, WUS, Gold Circuit, Victory Giant และ APCB Group เข้ามาจัดตั้งและขยายฐานการผลิตในประเทศไทยอย่างคึกคัก

การหลั่งไหลเข้ามาของกลุ่มทุนข้ามชาติเหล่านี้สร้างแรงกดดันต่อระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะการแย่งชิงบุคลากรฝ่ายวิศวกรรมที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและการแย่งชิงพื้นที่จัดตั้งอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม KCE ยังคงครองตำแหน่งผู้ผลิตแผงวงจรพิมพ์สัญชาติไทยเพียงรายเดียวที่มีขนาดการดำเนินงานระดับแสนล้านและมีฐานการตลาดที่แข็งแกร่งเป็นเอกเทศ เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบขีดความสามารถเชิงเทคนิคกับคู่แข่งในประเทศ เช่น บริษัท เอเพ็กซ์ เซอร์คิต (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเชี่ยวชาญการผลิตแผ่นวงจรพิมพ์หลายชั้น (Multi-layer PCBs) และแผงวงจรทองแดงหนา (Heavy Copper) ที่มุ่งตอบสนองกลุ่มลูกค้าสินค้าทั่วไปอุตสาหกรรม พบว่า KCE มีจุดแข็งที่เหนือกว่าจากการมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ระดับบนที่มีความซับซ้อน เช่น แผงวงจรความหนาแน่นสูง HDI และแผงวงจรความถี่สูงวิทยุ/ไมโครเวฟ (RF/Microwave) สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ต้องการการรับรองมาตรฐานสากลขั้นสูงอย่าง IATF 16949 และระบบการผลิตที่ตรวจสอบได้ในทุกรายละเอียด สิ่งเหล่านี้กลายเป็นปราการด่านสำคัญที่สกัดกั้นคู่แข่งหน้าใหม่จากการเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดแผงวงจรยานยนต์ระดับโลก

เพื่อรักษาความเป็นผู้นำและสร้างเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว บริษัทได้ดำเนินยุทธศาสตร์ปรับโครงสร้างและการดำเนินงานในสามด้านหลักอย่างมีนัยสำคัญ:

  • การปฏิรูปพอร์ตโฟลิโอและขยายตลาดกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น: เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงลูกค้ายานยนต์ซึ่งสร้างรายได้สูงถึงร้อยละ 70 ของรายได้รวม บริษัทมีเป้าหมายขยายตลาดไปสู่กลุ่มแผงวงจรอุปกรณ์ควบคุมระบบอัตโนมัติขั้นสูงและอุปกรณ์ไฟฟ้าอุตสาหกรรมในทวีปอเมริกาและยุโรปในช่วงปี พ.ศ. 2570 ถึง พ.ศ. 2571 โดยในปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการทดสอบมาตรฐานและการรับรองชิ้นงานกับผู้ผลิตชั้นนำของโลก เช่น Rockwell Automation Inc., ABB และ Legrand S.A. ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงเชิงโครงสร้างอุปสงค์ได้เป็นอย่างดี

  • การเพิ่มความคล่องตัวของโครงสร้างองค์กร: ในช่วงปี พ.ศ. 2568 บริษัทได้ดำเนินการปรับโครงสร้างการลงทุนในบริษัทย่อยเพื่อลดสัดส่วนรายจ่ายการจัดการภายในที่ไม่จำเป็น โดยการทำรายการจดทะเบียนควบรวมและยกเลิกนิติบุคคลของบริษัท เค.ซี.อี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (KCEI) ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 และควบรวมกิจการของบริษัท เคมโทรนิค เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (ซึ่ง KCE ถือหุ้นร้อยละ 94.75) ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 เพื่อให้เกิดความกระชับในการดำเนินงานและการรวมศูนย์ระบบบัญชี

  • การลดการกระจุกตัวของกลุ่มลูกค้าหลัก: ข้อมูลเชิงสถิติชี้ให้เห็นว่าสัดส่วนรายได้ที่ได้จากกลุ่มผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด 5 อันดับแรกของบริษัทลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 53 ในปี พ.ศ. 2567 เมื่อเทียบกับสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 65 ในปี พ.ศ. 2553 สอดรับกับเป้าหมายการกระจายพอร์ตโฟลิโอไปยังฐานลูกค้าขนาดกลางและขนาดย่อมกว่า 300 รายทั่วโลก และข้อกำหนดนโยบายบริหารความเสี่ยงที่จะจำกัดยอดขายสำหรับลูกค้ารายเดี่ยวไม่ให้เกินกว่าร้อยละ 30 ของรายได้จากการขายรวมในแต่ละงวดปีบัญชี

บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์และทิศทางในอนาคต

จากการวิเคราะห์เชิงลึกพบว่า บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) ได้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดจากผลกระทบของเศรษฐกิจมหภาคและการแข็งค่าของเงินบาทในปี พ.ศ. 2568 ไปแล้ว การฟื้นตัวอย่างเด่นชัดของผลประกอบการไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 ยืนยันถึงประสิทธิภาพของการใช้กลยุทธ์ปรับเปลี่ยนราคาจำหน่ายและมาตรการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบลามิเนตและเคมีภัณฑ์ผลิตเองภายในเครือ ในระยะปานกลางถึงระยะยาว การเปิดสายการผลิตของโรงงานแห่งใหม่ในโรจนะจะกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญในการยกระดับโครงสร้างรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นผ่านการขยายกำลังการผลิตของกลุ่มสินค้า HDI ที่ให้ผลตอบแทนสูง โครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่งและระดับอัตราส่วน EBITDA Net Leverage ที่มีกรอบความปลอดภัยสูงจะช่วยสนับสนุนให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ ท่ามกลางกระแสการย้ายฐานการผลิตของคลื่นลูกใหม่และแนวโน้มการเติบโตเชิงโครงสร้างของระบบชิ้นส่วนยานยนต์อัจฉริยะทั่วโลก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น